แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จังหวัดแพร่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จังหวัดแพร่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

พ่อจ๋าแม่จ่านาพูน สานสุ่มไก่สู้ภัยแล้ง




พ่อจ๋า แม่จ๋า(ผู้สุงอายุบ้านนาปลากั้ง ตำบลนาพูน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่) รวมตัวกันฝึกอบรมการสานสุ่มไก่ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง
          วันนี้(16 ก.พ.2563) ที่โรงเรียนผู้สูงอายุบ้านนาพูน ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดแพร่ จัดอบรมการสานสุ่มไก่ ให้แก่กลุ่มพ่อจ๋าแม่จ๋า เกษตรกรบ้านนาปลากั้ง หมู่ที่ 3 ตำบลนาพูน อำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ จำนวน 20 คน เพื่อฝึกอาชีพแก่กลุ่มผู้ประสบภัยธรรมชาติ(ภัยแล้ง) ทำให้ขาดรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำและขาดทุนจากการทำอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมอีกช่องทางหนึ่ง
                    ผอ.สุรัชตา  พ่อธานี ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาศักยภาพแรงงานเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ  กล่าวว่า การที่ทางกลุ่มเลือกที่จะเรียนการสานสุ่มไก่ ก็เพราะว่าสุ่มไก่เป็นสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เพราะประชาชนในพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นไก่ไข่ ไก่เนื้อ หรือไก่สวยงาม โดยเฉพาะไก่ชน จำเป็นต้องใช้สุ่มในการเลี้ยงไก่เป็นจำนวนมาก และเนื่องจากพื้นที่ตำบลนาพูนมีป่าชุมชน มีไม้ไผ่ซางจำนวนมาก จึงมีวัสดุดิบมากมายในการนำมาทำสุ่มไก่ อีกทั้งเป็นการลดต้นทุน สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป จึงเป้นการส่งเสริมให้พ่อจ๋าแม่จ๋ามีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
          นายอรรถกฤษ  สนธิสุทธิ์ นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานชำนาญการ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานแพร่ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลนาพูนส่วนใหญ่ปลูกส้ม ช่วงนี้ต้นส้มกำลังติดผลแต่ขาดน้ำที่จะใช้ในการเกษตรเนื้องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรประสบปัญหามากมาย ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดแพร่ เห็นว่ากลุ่มพ่อจ๋าแม่จ๋าบ้านนาปลากั้ง เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาภัยแล้ง  จึงสนับสนุนด้วยการจัดฝึกอบรม “สุ่มไก่สู้ภัยแล้ง” โดยจัดวิทยากร”พ.ต.ท.ธนันท์เศรษฐ์  อาจโพธ์)ประธานกลุ่มพ่อจ่าแม่จ๋า “ปราชญ์ชาวบ้านผู้มีความชำนาญในการจักสาน” มาฝึกสอนให้แก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรม สำหรับผู้สนใจสุ่มไก่สู้ภัยแล้งสามารถติดต่อได้ที่ 085-7235416

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562

สะโป้ก เสียงเปรี้ยงแห่งความเชื่อล้านนา



     เสียงเปรี้ยงดังกระหื่มไปทั่วในเช้าวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ หรือ วันสังขานต์ล่อง เป็นเสียงจาก “สะโปก” เป็นการละเล่นของชาวล้านนาที่ทำให้เกิดเสียงดัง จากกระบอกไม้ไผ่ แล้วใช้ก้อนแก็สให้เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซหรือไอเป็นตัวนำปะทุ ทำให้เกิดเสียงดัง วิธีทำสะโป้กนั้นให้หาไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 5- 6 ปล้อง เส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ 5-6 นิ้ว หนามากกว่า 1 เซนติมตรขึ้นไป(ไม้ไผ่บางจะทำให้สะโป้กแตกได้ง่าย) ตัดแต่งให้ปล้องสุดท้ายตัดห่างจากข้อประมาณ 6 นิ้ว หรือมากกว่า เพื่อเป็นฐานสะโป้ก ใช้เหล็กทะลุปล้องไม้ไผ่ให้เหลือปล้องสุดท้ายไว้ แล้วเจาะรูที่ปล้องสุดท้ายเหนือข้อขึ้นไปประมาณ 2 นิ้ว รูกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร


     สำหรับวิธีการเล่นนั้นวางสะโป้กตั้งเอียง นำเชื้อเพลิงใส่ในรูที่เจาะไว้พอประมาณ แล้วเอาไฟจุดที่รู เชื้อเพลิงจะติดไฟอย่างรวดเร็วในพื้นที่จำกัด ทำให้เกิดแรงอัดระเบิดเสียงดังขึ้น สามารถจุดได้หลายครั้งจนไอเชื้อเพลิงมีน้อยไม่เพียงพอให้เกิดเสียงดังได้ ให้เติมเชื้อเพลิงอีก กรณีใช้แก๊สก้อน นำแก๊สก้อนประมาณหัวแม่มือใส่ในสะโป้ก เทน้ำใส่ในรูเล็กน้อย แก๊สก้อนทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดไอ จุดไฟที่รูเช่นเดียวกับวิธีใช้เชื้อเพลิง (ไฟที่ใช้จุดต้องมีเปลว เช่น เทียนควรต่อก้านไฟชนวนให้ยาว และนำลวดพันรอบไม้ไผ่ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากสะโป้กแตกได้)
    

     สะโป้กชาวล้านนาจะเล่นในวันแรกของเทศกาลสงกรานต์(วันสังขานต์ล่อง) เพื่อเป็นการเพื่อขับไล่เสนียด จัญไร ไหลล่องไปกับปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์ ซึ่งจะแบบรับเอาสิ่งที่ไม่ดีไม่งามในชีวิตไปเททิ้งที่มหาสมุทร การไล่สังขานต์ด้วยเสียงประทัดหรือสะโปกที่ดังแต่เช้าตรู่ จึงทำให้ทุกคนตื่นขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดบ้านเรือน ซักที่นอน หมอนมุ้ง แล้วอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดผ่องใส โดยคนโบราณได้สมมุติตัวสังขานต์เป็นคนแก่สองคน คือปู่สังขานต์และย่าสังขานต์ถ่อแพที่ไหลมาตามแม่น้ำ และนำพาสิ่งไม่ดีเป็นอัปมงคลมาด้วย จึงต้องขับไล่ด้วยเสียงดังของประทัดเร่งเร้า ให้ผ่านไปโดยเร็ว วันนี้ชาวล้านนาจึงจะเก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านเรือน ซักผ้า เผาเศษขยะใบไม้ให้สิ่งหมักหมมทั้งหลายหมดสิ้น ไปพร้อมๆกับสังขานต์ที่ล่องไป

    สิ่งสมมุติของปู่สังขานต์ ย่าสังขานต์นั้น แท้จริงคือ ตัวตนของเราที่กำลังไหลล่องไป ตามวัยของสังขาร มีอายุที่มากขึ้น จึงต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีนั้น จะต้องขว้างทิ้งเสียสิ่งเศร้าหมอง ทีมีอยู่ในกาย วาจา และใจนั่นเอง สิ่งสำคัญในวันนี้คือการ "ดำหัว" โดยน้ำขมิ้นส้มปล่อย เพื่อชำระล้างสิ่งอัปมงคล เสียงสะโป้ก ย้ำเตือนให้ทราบว่าปีเก่าได้ผ่านไป และปีใหม่ย่างเข้ามา เป็นการเตือนให้ชาวล้านนาเตรียมจิตใจให้ผ่องใส ตั้งมั่นในความดีงาม ทำความสะอาดบ้านเรือน เพื่อต้อนรับสิ่งที่ดีในวันปีใหม่ต่อไป







ที่มาข้อมูล ประเพณีล้านนา,ประเพณีไทยดอทคอม

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

เลี้ยงผี ความเชื่อล้านนา ตอนที่ 1



     ในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเหนี่ยวแน่น โดยเฉพาะเรื่องผี สิ่งใดที่หาสาเหตุหรือสมุมติฐานไม่ได้ก็จะคิดว่าเป็นการกระทำของผี ก่อเกิดเป็นวิถีชีวิตที่คลุกคลีกับธรรมชาติ ความเกรงกลัวต่อภัยต่างๆ และเพื่อทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสงบสุขหรือเป็นปกติ จึงมีการเซ่นไหว้ผี เพื่อให้ผีพอใจและดูแลปกปักรักษาตนเองและครอบครัว เป็นความเชื่อที่ผูกพันกับการดำรงชีวิตก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีคู่สังคม ที่แม้แต่ปัจจุบันบ้านเมืองจะเจริญแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้ความเชื่อเรื่องผีจางหายไปจากชาวล้านนาได้ ...และการไหว้ผีหรือเลี้ยงผี จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดบรรทัดฐานของสังคม


     ชาวล้านนากับการเลี้ยงผีดูเหมือนจะแยกจากกันไม่ออก เพราะนับตั้งแต่เกิดมาคนล้านนาจะเกี่ยวพันกับผีมาตลอด เช่น เมื่อมีเด็กเกิดขึ้นในบ้านจะต้องทำพิธีเรียกขวัญ หรือที่คนเมืองเรียกว่า "ฮ้องขวัญ" เมื่อเวลาที่เด็กเกิดความไม่สบายร้องไห้ก็มักจะเชื่อว่า มีวิญญาณของผีตายโหงมารบกวนเด็ก คนล้านนายังเชื่อว่าขวัญของเด็กเป็นขวัญที่อ่อนภูตผีวิญญาณต่าง ๆ มักจะมารบกวนได้ง่าย ดังนั้นเมื่อเด็กไม่สบายก็จะต้องทำพิธีเลี้ยงผี หรือหาเครื่องลางมาผูกที่ข้อมือของเด็ก ปัจจุบันในแถบทางชนบทเรายังสามารถพบเห็นการกระทำแบบนี้อยู่

     การเลี้ยงผีของคนล้านนาจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือน 4 เหนือ จนถึงเดือน 8 เหนือ ช่วงเวลานี้เราจะพบว่าตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในภาคเหนือจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษกันอย่างมากมาย ความผูกพันเกี่ยวเนื่องอยู่กับการนับถือผีนั้น สามารถพบเห็นได้จากการดำเนินชีวิตประจำวันของคนล้านนาเอง เช่น เมื่อเวลาที่ต้องเข้าป่าไปหาอาหารหรือต้องค้างพักแรมอยู่ในป่า มักจะต้องบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเสมอ และเมื่อเวลาที่กินข้าวในป่าก็มักจะแบ่งอาหารให้เจ้าที่ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ดูเหมือนว่าอาจสำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อเวลาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในป่า เมื่อต้องถ่ายปัสสวะก็มักจะต้องขออนุญาตจากเจ้าที่ก่อนอยู่เสมอ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนล้านนาผูกผันอยู่กับการนับถือผีอย่างแยกไม่ออก

     ทุกปีในช่วงกลางฤดูร้อนจะมีการลงเจ้าเข้าทรงตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า การลงเจ้าเป็นการพบปะพูดคุยกับผีบรรพบุรุษ ซึ่งในปีหนึ่งจะมีการลงเจ้าหนึ่งครั้ง และในการลงเจ้าครั้งนี้จะถือโอกาสทำพิธีรดน้ำดำหัวผีบรรพบุรุษไปด้วย ยังมีพิธีเลี้ยงผีอยู่พิธีหนึ่งที่มักจะกระทำกันในช่วงเวลานี้และที่สำคัญในปีหนึ่งจะทำพิธีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ การเลี้ยงผีมดผีเม็ง ชาวบ้านที่ประกอบพิธีนี้ขึ้นบอกว่า การเลี้ยงผีมดผีเม็งจะเลี้ยงอยู่ 2 กรณี คือเมื่อเวลามีคนเจ็บป่วยไม่สบายในหมู่บ้านจะทำพิธีบนผีเม็งเพื่อขอใช้ช่วยรักษา เมื่อเวลาที่หายแล้วจะต้องทำพิธีเชิญวิญญาณผีเม็งมาลง และจัดหาดนตรีมาเล่นเพื่อเพิ่มความสนุกสนานแก่ผีมดผีเม็งด้วย อีกกรณีหนึ่งเมื่อไม่มีคนเจ็บป่วยในหมู่บ้าน จะต้องทำพิธีเลี้ยงผีมดผีเม็งทุกปี โดยจะต้องหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมและจะต้องกระทำระหว่างช่วงเวลาเดือน 4 เหนือ ถึง เดือน 8 เหนือ ก่อนเข้าพรรษา เพราะถ้าไม่ทำพิธีผีมดผีเม็งอาจจะไม่คุ้มครอง คนในหมู่บ้านก็ได้ ดังนั้น เมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาดังกล่าวเรามักจะพบภาพพิธีเหล่านี้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ

อ่านต่อตอนที่ 2


ที่มาข้อมูล งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยแม่โจ้

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ทต.แม่คำมี เมืองแพร่ เตรียมความพร้อมแผนชุมชนดึงผู้นำชุมชนเป็นแนวร่วมพัฒนาตำบล



ทต.แม่คำมี เมืองแพร่ เตรียมความพร้อมแผนชุมชนดึงผู้นำชุมชนเป็นแนวร่วมพัฒนาตำบล      เมื่อวันที่26กุมภาพันธ์2562 ทต.แม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ได้จัดการอบรมโครงการบูรณาการจัดทำแผนชุมชน/หมู่บ้าน ประจำปี2562อบรมส่งเสริมศักยภาพผู้นำชุมชน/หมู่บ้านในการจัดทำแผนชุมชนณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรเทศบาลตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยสมาชิกสภาเทศบาลและกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าร่วมการอบรมจำนวน40คนโดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ 

     ส.ต.ท.ทวีสิทธิ์ พัฒนชัยวัฒน์ ปลัด ทต.แม่คำมี ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศบาลตำบลแม่คำมีกล่าวว่าปัจจุบันบริบทชุมชนเปลี่ยนไปอย่างมาก และกฎระเบียบรวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติราชการได้เปลี่ยนแปลงไปในหลายเรื่อง และในอนาคตรูปแบบการจัดทำแผนชุมชนจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาภาพรวม ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของผู้นำชุมชนในการปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์และถูกต้องตามระเบียบมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้ดึงปัญหาของแต่ละชุมชนมาแก้ไขและพัฒนาชุมช

แอ่วกาดกองเก่า





     เมื่อปี2553 ที่ผ่านมาทางชุมชนพระนอนร่วมกับชาวบ้านใกล้เคียงได้รับการสนับสนุนจากโครงการ “แพร่ เมืองแห่งความสุข” ได้ร่วมกันคิดและสร้างกิจกรรม “แอ่วกาดกองเก่า” มีเครือข่ายต่างๆ เช่น สถาบันปุ๋มผญ๋า พิพิธภัณฑ์เสรีไทยแพร่ กลุ่มเกษตรยั่งยืน ชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ และข่ายลูกหลานเมืองแพร่ เข้าร่วมกิจกรรม ภายในงาน มีการนำนิทรรศการภาพเก่าเมืองแพร่ นิทรรศการการอนุรักษ์เฮือนเก่ามาจัดแสดง นอกจากนี้ยังมาการนำหนังเก่าๆที่หาดูได้ยากมาฉาย โดยหวังให้เป็นพื้นที่ พักผ่อน พบปะพูดคุย โดยอิงจากวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เมื่อถึง หน้าทำบุญชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงจะหยุดงานมาร่วมทำบุญ ซึ่งเป็นรากฐานให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยน ลูกหลานได้พบปะผู้หลัก ผู้ใหญ่ในชุมชน มีความกลมเกลียวสามัคคีกัน เนื่องจากอาชีพที่ทำส่วนมากจะเป็นอาชีพที่ทำในบ้าน เช่น ค้าขาย ทำนา ทำสวน ปลูกผัก ช่างไม้ ช่างฝีมือทำสลุง ไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร และสังคมในยุคนั้นยังไม่ซับซ้อนมากนัก ทำให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดวัฒนธรรมต่างๆผ่านการได้เห็น ลงมือทำ ทำให้สืบทอดวิถีชีวิตแบบพื้นถิ่นมาได้ จวบจนปัจจุบันที่ ผู้คนได้มีโอกาสเรียนสูงขึ้น ประกอบอาชีพหลากหลาย และเริ่มที่จะออกไปทำงานนอกบ้าน คนหนุ่มสาว ต้องไปหางานทำต่างถิ่น กลับบ้านมาก็แค่ช่วงเทศกาลปีละไม่กี่วัน เมื่อแต่งงานก็จะพาครอบครัวออกจากถิ่นที่อยู่เดิม นานวันเข้าก็จะชักชวนพ่อแม่ไปอยู่ด้วยกันในเมืองใหญ่หรือแหล่งงาน


    จากการที่ข่ายลูกหลานเมืองแพร่ และชมรมอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองแพร่ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น เทศบาลเมืองแพร่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ และองค์กรภายนอกจังหวัดแพร่ ได้แก่ ศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(spafa), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา,บางกอกฟอรั่ม,มูลนิธิญี่ปุ่น(japan foundation) กระตุ้นให้ชุมชนในตัวเมืองเก่าแพร่ เห็นคุณค่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตรวมถึง สถาปัตยกรรมท้องถิ่นในเมืองแพร่ ทำให้มองเห็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ การที่ผู้คนละทิ้งถิ่นฐาน ออกไปอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้ขาดกำลังพลเมืองหนุ่ม สาว วัยทำงานซึ่งเป็นกลุ่มที่สำคัญที่จะสืบทอดวิถีชีวิต ประเพณี อาชีพ หัตถกรรม เรื่องราวต่างๆในชุมชน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะในแต่ละถิ่น และเมื่อไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ก็เกิดการรื้อขายเรือนไม้สัก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าที่แสดงถึงภูมิปัญญาของคนเมืองแพร่ จึงได้ชักชวนผู้คน ในละแวกตัวเมืองเก่าแพร่มาแลกเปลี่ยนความคิด ปรึกษาหารือ เพื่อเสาะหาแนวทางที่จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ มีพื้นที่สาธารณะได้ สื่อสารความคิด เรื่องราวที่มีคุณค่าเหล่านั้น

     กาดกองเก่า จึงไม่ใช่แค่ตลาดนัดที่มีแต่การขายของ ขายอาหาร แต่เป็นพื้นที่กิจกรรมที่ทุกเพศ ทุกวัย จะได้มาอยู่ร่วมกัน แม้จะเพียงช่วงเวลาเล็กน้อย ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่อาจจะแตกต่างจากตลาดนัดในพื้นที่อื่นๆ ในเมืองแพร่ที่มีอยู่มากมาย คณะทำงานจึงพยายามสร้างรูปแบบการจัดงานให้มีความชัดเจน เพื่อสื่อสารกับชุมชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากที่อื่นๆ โดยมีการศึกษารูปแบบ จากสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น ตลาดสามชุก กาดกองต้า แต่ก็ยังอิงกับความเป็นเมืองแพร่ แนวคิดนี้เดิมจะจัดเพียงเดือนละครั้ง เวียนไปตามชุมชนต่างๆในเขตกำแพงเมืองแพร่ที่เป็นชุมชนเก่า มีผู้สูงอายุอยู่ค่อนข้างมากเพื่อให้ท่านเหล่านั้นได้มีโอกาสมาพบเจอกันด้วย แต่เนื่องจากการจัดงานต้องใช้กำลังคน และความคุ้นเคยกันในละแวกบ้าน ท้ายที่สุดทางคณะทำงานจึงได้จัดขึ้นบริเวณ ถนนคำลือ ตั้งแต่สี่แยกพระนอนเหนือถึงสี่แยกพระนอนใต้ และในทุกวันเสาร์จากสี่แยกพระนอนใต้จนถึงประตูมานเป็นกาดพระนอน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผู้สนใจมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เพลงสร้างบรรยากาศจะเลือกเพลงเก่าๆ เพลงพื้นเมือง เพลงคำเมือง หรือเพลงที่แต่งขึ้นให้เข้ากับบรรยากาศของกิจกรรม ที่สำคัญได้ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแก่เมืองแพร่ ปัจจุบันมีวงดนตรีกาสะลองที่เป็นลูกหลานคนแพร่แต่งเพลงเล่าเรื่องเมืองแพร่มาขับกล่อมบรรเลงให้ทุกท่านได้ฟังในกาดกองเก่าทุกวันเสาร์ จึงอยากจะเชิญชวนให้พ่อ แม่ พี่น้องที่สนใจนำของมาขายแต่งกายพื้นเมือง เอาสาดมาปูนั่ง เอาแคร่มาวาง นำสินค้าพื้นเมือง อาหารพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ต่างๆในชุมชนบ้านเฮา หรือของที่ระลึกมาขายทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ บ่ายสามโมงถึงสองทุ่มครึ่ง ณ แอ่วกาดกองเก่า ถนนคำลือ อ.มืองแพร่........

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เวียงสรอง เมืองแห่งความรัก





เวียงสรองหรือเมืองสอง เป็นเวียงโบราณที่มีลักษณะเป็นเมืองเก่าคล้ายเมืองเก่าสุโขทัย คือมีกำแพงเมืองเป็นดิน ๓ ชั้นล้อมรอบ เวียงสรองตั้งอยู่ในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ มีความเกี่ยวข้องกับวรรณคดีไทยเรื่องลิลิตพระลอ เพราะชาวบ้านท้องถิ่นเชื่อว่าเวียงสรองคือเมืองของพระเพื่อนพระแพง สองพี่น้องผู้ตกหลุมรักพระลอ ราชโอรสแห่งเมืองสรวงที่เป็นอริกัน

ลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีที่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นคนแต่งและแต่งขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานได้เพียงว่าน่าจะแต่งขึ้นในสมัยอยุธยา โดยเนื้อหาในลิลิตพระลอกล่าวถึงเมืองสองเมืองคือ เมืองสรวงและเมืองสรอง โดยเมืองสรวงมีกษัตริย์ชื่อ ท้าวแมนสรวง เป็นผู้ครองนคร มีพระชายาชื่อ พระนางบุญเหลือ มีโอรสชื่อพระลอ ส่วนเมืองสรองนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสรวง มีเจ้า ผู้ครองเมืองชื่อ ท้าวพิมพิสาคร มีโอรสชื่อท้าวพิชัยพิษณุกร ซี่งมีธิดาสององค์คือ พระเพื่อนกับพระแพง

ท้าวแมนสรวงยกทัพไปตีเอาเมืองสรอง แต่ไม่สามารถตีเอาเมืองได้ โดยท้าวพิมพิสาครผู้ครองเมืองสรองสิ้นพระชนม์ ท้าวพิชัยพิษณุกรจึงได้ครองเมืองต่อ ฝ่ายท้าวแมนสรวงได้สู่ขอนางลักษณวดีให้แก่พระลอ เมื่อท้าวแมนสรวงสิ้นพระชนม์ พระลอจึงได้ครองเมืองสรวงสืบต่อมา ทั้งสองเมืองเป็นอริกันนับตั้งแต่การทำศึกครั้งนั้น

ความงามของพระลอนั้นเป็นที่เลื่องลือมาก จนช่างซอนำความงามของพระลอไปขับซอยอโฉมตามเมืองต่าง ๆ เมื่อพระเพื่อนพระแพงได้ฟังซอก็เกิดหลงรักพระลอ จนเป็นไข้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเจอหน้า นางรื่นนางโรย พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง จึงอาสาหาวิธีให้พระธิดาทั้งสองได้ใกล้ชิดพระลอให้จงได้ จึงจัดหาคนสนิทไปขับซอชมโฉมของพระเพื่อนพระแพงบ้าง เมื่อพระลอได้ฟังคำซอนั้น ก็เกิดหลงรัก พระเพื่อนพระแพงเช่นกัน

เรื่องราวความหลงใหลของพระเพื่อนพระแพงที่มีต่อพระลอวุ่นวายหนักขึ้น เมื่อนางรื่นนางโรยได้ไปเสาะหาหมอทำเสน่ห์ให้พระลอหลงรัก แต่ไม่มีใครยอมทำ จนสุดท้ายได้ไปขอให้ปู่เจ้าสมิงพราย ที่อาศัยอยู่ในถ้ำลึกในป่า ช่วยทำเสน่ห์ให้ ปู่เจ้าสมิงพรายได้ทำเสน่ห์หลายครั้ง แต่พระนางบุญเหลือมารดาของพระลอก็หาหมอมาแก้ได้ทุกครั้ง จนครั้งสุดท้าย ปู่เจ้าสมิงพรายได้ทำมนต์เสน่ห์อย่างแรงที่สุด จนทำให้พระลอกระวนกระวายใจจะไปเมืองสรองให้ได้ แม้การเสี่ยงทายบอกว่าจะมีภัย ปู่เจ้าสมิงพรายได้ปล่อยไก่ฟ้าที่ทำพิธีแล้ว ให้ไปล่อพระลอหลงเข้าไปในสวนที่อยู่ใกล้กับสวนของพระเพื่อนพระแพง เมื่อได้พบเจอกันจึงหลงเสน่ห์กันและลักลอบอยู่ด้วยกันนานเกือบเดือน ความทราบถึงท้าวพิชัยพิษณุกรที่แอบมาดูเหตุการณ์ แต่เมื่อได้เห็นพระลอแล้วเกิดความเมตตาและให้อภัย แต่เจ้าย่าซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของท้าวพิชัยพิษณุกร กลับผูกใจเจ็บที่ท้าวแมนสรวงเคยยกทัพมาทำศึก จนพระยาพิมพิสาครต้องสิ้นพระชนม์ จึงสั่งให้ทหารไปล้อมจับพระลอ พระเพื่อนพระแพงและนางรื่นนางโรยได้ปลอมตัวเป็นชายออกไปต่อสู่เคียงข้างพระลอ จนกระทั่งถูกหน้าไม้อาบยาพิษยิงใส่ทั้งสามองค์ สิ้นใจทั้ง ๆ ที่ยืนพิงกัน

เรื่องราวของลิลิตพระลอ จึงถูกนำมาเชื่อมโยงกับพื้นที่ในบริเวณจังหวัดแพร่ พะเยา ลำปาง โดยเฉพาะเวียงสรองในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ที่น่าจะเป็นเมืองสรองของพระเพื่อนพระแพง ด้วยลักษณะภูมิประเทศและระยะทางที่ปรากฏในลิลิตพระลอนั้น มีความใกล้เคียงสอดคล้องกัน จึงน่าจะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ล้านนาตะวันออกนี้







โรงเรียนเจริญราช โรงพยาบาลแพร่คริสเตียน






     โรงเรียนเจริญราษฎร์ เป็นโรงเรียนของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ตั้งอยู่บนรากฐานแห่ง คริสตศาสนานิกายโปแตสแตนท์ ซึ่งได้ดำเนินการก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน เมื่อ พ.ศ. 2437 โดยมีศาสนฑูต ดร. และนางวิลเลี่ยมบริกส์ เป็นมิชชั่นนารีกลุ่มแรกที่เข้ามาทำ การสอน คริสตศาสนา ได้อาศัยบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำยม (บ้านเชตวัน) นับเป็นโรงเรียนหลังแรก ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงได้ย้ายสถานที่ตั้งโรงเรียนมาอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.2446 โดยมีนักเรียนชาย 44 คน นักเรียนหญิง 42 คน มีครูชาย 1 คนและ ครูหญิง 1 คน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บิดามารดา ผู้ปกครองต่างส่งบุตรหลานมาเรียนเป็นจำนวนมาก ทำให้เนื้อที่เรียนคับแคบลง จึงได้ขยายห้องเรียนตามใต้ถุนบ้าน มิชชันนารี ต่อมาคณะกรรมการบริหารสภาฯได้อนุมัติเงินจำนวน 5 แสนบาท มาก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมส่งนายสิงห์แก้ว ดีตันนา ครูใหญ่และผู้จัดการโรงเรียนสมัยนั้น ไปศึกษาต่อที่ประเทศ ฟิลิปปินส ์ โดยตั้งนายธงชัย วุฒิการณ์ ทำหน้าที่รักษาการแทนครูใหญ่และผู้จัดการในปี พ.ศ. 2497 กระทรวงศึกษาธิการ โดยฯพณฯ เลียง ไชยลังกา ได้มอบใบสำคัญการ รับรองวิทยฐานะของโรงเรียน เมื่อ 28 มิถุนายน 2497 ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้จัดการเรียน การสอน ตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ถึงระดับมัธยมศึกษา

สำหรับโรงพยาบาลแพร่คริสเตียน เมื่อแรกเริ่มครอบครัวของหมอวิลเลี่ยม เอ.บริกส์ เป็นมิชชั่นนารีครอบครัวแรกที่อยู่ประจำจังหวัดแพร่ เป็นผู้จัดตั้งสถานพยาบาลขึ้น ในปี พ.ศ. 2457 ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งแรกของจังหวัดแพร่ตั้งขึ้นบนฝั่งแม่น้ำยม บ้านเชตวัน อ.เมือง จ.แพร่ ดำเนินการโดย คณะมิชชั่นนารีสัญชาติอเมริกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ในท้องถิ่นที่ความเจริญทางการแพทย์ยังเข้าไปไม่ถึง และเป็นการนำเอาศริสต์ศาสนามาเผยแพร่

คณะมิชชั่นนารีที่ดำเนินการของโรงพยาบาลประกอบด้วยหมอโทมัส ที่ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อเลี้ยงโทมา” และผู้ดำเนินการทางศาสนาคือ พระกิลิส และพระกาสันเดอร์ นอกจากนี้ยังมีนายแพทย์ร่วมคณะซึ่งเป็นบุคคลสำคัญและมีพระคุณต่อโรงพยาบาลแพร่คริสเตียนอย่างมหาศาล คือ นาย แพทย์ อี ซี คอร์ท (พ่อเลี้ยงคอร์ท) เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายโรงพยาบาล โดยเป็นผู้จัดหาความเจริญทั้งในด้านวิชาการ,เครื่องมือทางแพทย์ รวมถึงบุคลากรทั้งหมด และคนไทยที่ร่วมทำงานด้วยคือ คุณหมอศรีมูล พิณคำ ประจำอยู่ที่แพร่ ต่อมาพ่อเลี้ยงคอร์ทได้คัดเลือกบุตรหลานของคริสต์สมาชิกไปฝึกอบรมวิชาแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ครั้นเมื่อได้ใบรับรองผู้ประกอบโรคศิลป์แผนปัจจุบันสาขาเวชกรรมก็ให้มาทำหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาล(ตอนนั้นใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลอเมริกัน)

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้าประเทศไทย รัฐบาลไทยจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ทำให้แพทย์ชาวอเมริกันต้องอพยพหนีไปสู่ประเทศพม่า โรงพยาบาลอเมริกันถูกยึดเป็นของรัฐบาล คณะแพทย์อเมริกันได้กลับมาฟื้นฟูโรงพยาบาลแพร่คริสเตียนขึ้นใหม่พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลแพร่คริสเตียนจนถึงปัจจุบัน

ที่มา http://www.crschool.ac.th,โบสถ์,คริสตจักรที่ 1 แพร่กิตติคุณ,โรงพยาบาลแพร่คริสเตียน,นิทรรศการสถาปัตย์ศิลป์ บ้านฝรั่ง 100 ปี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 11-13 กพ. พ.ศ.2555


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562

ศาลหลักเมืองจังหวัดแพร่ ตอนที่ 2





     หลังจากการก่อสร้างศาลเมืองแพร่ ปี ๒๕๓๕ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมาวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างศาลหลักเมืองแพร่หลังใหม่ เป็นศาลหลักเมืองที่ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรพิสดาร สร้างด้วยศิลปะแบบล้านนา ลงรักปิดทอง ประกอบด้วยเสาไม้สักขนาดใหญ่ ฝังในผนังปูนอย่างกลมกลืนทั้งสี่มุม ยอดหลังคาเป็นรูปทรงเจดีย์พริ้วงามด้วยใบโพธิ์ ต่อมาได้รับพระราชทานเสาหลักเมืองแพร่ เป็นเสาไม้ยมหิน(ไม้ประจำจังหวัดแพร่)จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙(พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) มาประดิษฐานในศาลหลักเมืองแพร่หลังใหม่ และในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร(พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐)ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดศาลหลักเมืองแพร่ ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่


     ศิลาจารึกศาลหลักเมืองแพร่ มีอักษรบนจารึกเป็นภาษาไทยอาหม กล่าวถึงการสร้างวัดศรีบุญเริง ในสมัยรามคำแหงมหาราช สร้างด้วยศิลปะแบบล้านนาลงรักปิดทอง ประกอบด้วยเสาไม้สักขนาดใหญ่ฝังในผนังปูนอย่างกลมกลืนทั้งสี่มุม (ซึ่งในปัจจุบันวัดนี้ไม่มีแล้วกลายเป็นที่ตั้งเรือนจำจังหวัดแพร่)
สันนิษฐานการสร้างเมืองแพร่ว่า เมื่อปี พ.ศ.๑๓๘๗ ขุนหลวงพล เป็นเจ้าหลวงผู้ครองเมืองแพร่ ซึ่งมีชื่อว่าเมืองพล หรือ พลรัฐนคร เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองแพร่ ในสมัยที่ก่อสร้างเมืองขึ้นครั้งแรก บางครั้งเรียกว่า พลนคร ชื่อพลนครปัจจุบันมีปรากฏเป็นชื่อ วิหารในวัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งวัดหลวงเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ เป็นวัดที่เจ้าเมืองแพร่ให้ความอุปถัมภ์มาโดยตลอดจนหมดยุคเจ้าเมืองตำนาน เมืองเหนือฉบับใบลาน ต่อมา พ.ศ.๑๕๕๙ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองโกศัย หรือ โกสิยนคร เมืองแพล เป็นชื่อเรียกในศิลาจารึกพ่อขุนสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยโดยศิลาจารึก ด้านที่ ๔ ระบุว่าในสมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ ได้มีการขยายอาณาเขตให้กว้างยิ่งขึ้น ในตำนานเมืองเหนือเรียกเมืองแพร่ว่า เมืองพล ขณะที่ศิลาจารึกเรียก เมืองแพล แต่เมื่อพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์สามารถกล่าวได้ว่า เมืองพลกับเมืองแพลเป็นเมืองเดียวกันเมืองแพร่ เป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา ใช้เรียก เมืองแพลโดยกลายเสียงเป็นแพรหรือเมืองแป้ หมายถึงเมืองแห่งชัยชนะ (แป้ คือ ชนะ) แล้วก็มาเป็น แพร่ ตามภาษาของภาคกลาง ยอดหลังคาเป็นรูปทรงเจดีย์พลิ้วงามด้วยใบโพธิ์

ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org/‎, http://wungfon.com/,http://www.thai-tour.com,

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ศาลหลักเมือง ตอนที่ 1




      ศาลหลักเมือง คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ตั้งของหลักเมือง ซึ่งตามธรรมเนียมพิธีของศาสนาพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น ประเทศไทย เชื่อว่าทำมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเรื่องเล่ากันว่า พิธีสร้างเมืองต้องฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมืองและเสาหลักเมือง คือ ต้องเอาคนมาฝังในหลุม เพื่อให้เฝ้าบ้านเมือง ซึ่ง จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีบันทึกในพงศาวดาร ไม่น่าจะเป็นไปได้ คงจะเป็นเพียงเรื่องเล่ามาจากนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา เหมือนกับการโล้ชิงช้าที่เล่ากันว่าพราหมณ์ตกลงมา ก็ให้ฝังไว้ตรงเสาชิงช้า

     เมืองแพร่เองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชื่อประตูมารว่ามาจากการฝังคนท้องมานไว้ที่ประตูนั้น แต่ในเรื่องเล่านั้น เรียกว่า พิธีเบิกประตูเวียง ตามความเชื่อว่าการสร้างเวียงใหม่ ต้องทำ "ประตูบาก" ไว้ประตูหนึ่ง โดยจะมีพิธีประหารผู้มีชะตาถึงฆาต เพื่อให้วิญญาณรักษาประตูแห่งนี้ไว้ ไม่ใช่การฝังอาถรรพ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเกี่ยวกับชื่อของประตูด้านทิศใต้ของเวียงแพร่แห่งนี้ ก็มีการเสนอที่มาอื่นอีก เช่น คำว่า "มาร" คงหมายถึง สิ่งล้างผลาญคุณความดีเป็นมาร ๕ คือ กิเลสมาร, ขันฑมาร, เทวปุตตมาร, อภิสังขารมาร, มัจจุราชมาร และเทพประจำทิศใต้มีท้าววิรุฬหก (กุมภัณฑ์ จอมเทวดา) มหาราชเป็นผู้ปกครองและเป็นใหญ่ทางทิศใต้ ตามความเชื่อในเรื่อง "ต้าวทั้งสี่" หรืออีกด้านหนึ่ง มีการเสนอว่า "ประตูมาร" มาจากการเป็นประตูที่เป็นเส้นทางออกจากเวียงแพร่ มุ่งไปสู่เมืองมาน ซึ่งเป็นเมืองด่านด้านทิศใต้ แต่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏว่า เมื่อครั้งสร้างเมืองแพร่มีการฝังเสาหลักเมืองเหมือนกรุงเทพฯ หรือเสาอินทขิลเหมือนอย่างเมืองเชียงใหม่

     สำหรับศาลและเสาหลักเมืองแพร่ในปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่บนถนนคุ้มเดิม เยื้องจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เข้าใจว่าศาลหลักเมืองแพร่สร้างในครั้งแรก­พร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ มีหลักเมืองเดิมเป็นรูปใบเสมา เรียกกันว่า ศิลาจารึกศาลหลักเมืองแพร่ ถูกนำมาไว้ใจกลางเมือง ซึ่งถือว่าเป็น สะดือ เดิมมีสภาพเป็นพื้นที่ร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นที่ตั้งของศาลเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ตูบผี ต่อมาพื้นที่นี้ได้ถูกถางตัดต้นไม้ใหญ่ออก และนำเอาหลักศิลาจารึกที่พบหลักหนึ่ง(ในวัดร้างศรีบุญเริง ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณเรือนจำจังหวัดแพร่) ยึดถือเป็นหลักเมืองแพร่ ภายหลังจึงได้มีการสร้างศาลหลักเมืองเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขึ้น เป็นหลักใหม่สร้างตามนโยบายมหาดไทย ปี ๒๕๓๕ ติดตามต่อตอนที่ 2


วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

จังหวัดแพร่จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ประจำปี 2561


     จังหวัดแพร่ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำแพร่ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ประจำปี 2561 เพื่อร่วมรณรงค์ ปลุกจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วน ตระหนักในผลเสียหายร้ายแรง จากการทุจริตคอร์รัปชัน


     สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า วันนี้(7ธ.ค.61) ที่ห้องประชุมมเหสักข์ ชั้น 3 วิทยาลัยเทคนิคแพร่ นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด "Zero Tolerane คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต” พร้อมกันกับส่วนกลาง เพื่อร่วมรณรงค์ ปลุกจิตสำนึกให้ทุกภาคส่วน ตระหนักในผลเสียหายร้ายแรง จากการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาคีเครือข่าย หน่วยงานและทุกภาคส่วน ในการร่วมมือกันป้องกันการทุจริต ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่จังหวัดแพร่ และสร้างกลุ่มเครือข่ายป้องกันการทุจริตที่ยั่งยืน

     ในการจัดงานได้มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติสมาชิกชมรม STRONG – จิตพอเพียงด้านทุจริตจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ

     สำหรับแนวคิด "Zero Tolerane คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต” นั้นมุ่งเน้นให้คนไทยต้องลุกขึ้นทำหน้าที่และปกป้องสิทธิของตนเองและประเทศชาติโดยไม่ทนต่อการทุจริต และมีจิตสำนึกที่ถูกต้อง ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต เพื่อให้ประเทศไทยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล /.

ฉัตรชัย พวงขจร/ ข่าว /พิมพ์ /
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตังเม ลุงเสาร์



      กริ่ง กริ่ง กริ่งๆๆๆปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บบบบๆๆๆ เสียงสวรรค์ เป็นสัญญาณบอกว่า ขวัญใจของเด็กและผู้ใหญ่หลายๆคน ที่มีรส-สะ-นิ-ยม ชอบขนมหวามที่แสนอร่อย หอม ขาวนวล เต็มไปด้วยถั่วลิสงกรอบๆ เพียงกัดคำเดียวก็หยุดไม่ได้ ต้องเคี้ยว ต้องขบ ต้องดึงจนกว่าจะขาดจากกัน และเมื่อเข้าไปอยู่ในปากแล้วยังไม่วายที่จะต้องขยับบริหารขากรรไกรจนกว่าจะกลืนลงคอ มันคือ ขนมตังเมที่เหนียวๆยืดๆยาวๆขาว ที่ทำจากน้ำตาลน้ำตาลหรือน้ำอ้อยที่เคี่ยวจนเหนียวสอดไส้ด้วยถั่วลิสงคั่ว กินแล้วติดฟันอร่อยดี!!!


     “ลุงเสาร์” คือใครหลายคนคงนึกไม่ออกว่าคือใคร แต่ถ้าบอกหรือพูดว่า “ตังเม ลุงเสาร์” ทุกคนก็จะร้อง อ้อ!!!ตามๆกัน โดยเอาลักษณ์การเร่ขายตังเมสดกว่า 50 ปี ของลุงเสาร์ สินรา ชายชราอายุ 73 ปี(พ.ศ.2561) ชาวบ้านท่าข้าม อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ผู้เริ่มปั่นจักรยานเร่ขายตังเมสดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 จนถึงปัจจุบัน(4 ก.พ. 2558) ซึ่งผมเองเป็นแฟนเหนียวแน่นของลุงเสาร์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กนักเรียนจนกระทั่งทุกวันนี้ทำงานแล้ว เมื่อเจอรถลุงเสาร์จอดขายตังเมอยู่ที่ไหนแวะซื้อทุกครั้งไป หรือถ้าวันไหนอยากกินตังเมก็จะขี่รถวนหาซื้อตังเมที่แถวหน้าโรงเรียนเวลาประมาณ 3-4 โมงเย็น โดยเฉพาะโรงเรียนเด็กประถม เวลาซื้อต้องเข้าแถวต่อคิวกับเด็กตัวเล็กๆ หลายครั้งต่อหลายครั้งจะถูกเด็กถามว่า “ลุงๆมาจื้อหื้อลูกกะ อายแทบแทรกแผ่นดิน แต่ด้วยความหอมหวานของขนมตังเมจำต้อง ทำหน้าทนตอบเด็กมันไปว่า “อา(ลดอายุ)มาซื้อไปฝากหลาน ขายผ้าเอาหน้ารอดไปได้อีกครั้งหนึ่ง ใครหนอจะเข้าใจหัวอกคนชอบขนมตังเม???” ด้วยความที่เป็นลูกค้าอุดหนุนขนมตังเมของลุงเสาร์มากว่ายี่สิบปี จึงได้มีโอกาสพูดคุยและถามความเป็นมาของอาชีพการเร่ขายตังเมของลุงเสาร์ โดยลุงเสาร์เล่าให้ฟังว่า “ได้สูตรการทำตังเมมาจากลุงบาน(ลุงบานหมูยอ เด่นชัย) สมัยเป็นหนุ่มตัวลุงเสาร์ไปทำงานเป็นลูกน้องของลุงบานและมีโอกาสรู้จักขนมตังเม จึงขอให้ลุงบานสอน เพื่อเป็นวิชาติดตัวเลี้ยงชีพ ลุงบานจึงถ่ายทอดวิชาแก่ลุงเสาร์ เมื่อสำเร็จวิชาตังเมแล้วลุงเสาร์จึงลาพระอาจารย์ออกมาเป็น จอมยุทธ์ตังเม ปั่นจักรยานเร่ขายตังเมตั้งแต่ปี 2508 ปั่นขายตั้งแต่อันละสลึง(25 สตางค์) ,50 สตางค์,1 บาท,2 บาท,5 บาท จนเดี๋ยวนี้ขายที่ราคา 10 บาท ก็ยังขายดิบขายดีเหมือนเดิม ลุงเสาร์บอกว่าเมื่อก่อนอันละสลึงใหญ่กว่าอันสิบบาทเดี๋ยวนี้เยอะ อันเดียวกินได้ทั้งวัน เพราะเมื่อก่อนข้าวของที่นำมาทำตังเมราคาถูก วันหนึ่งลงทุนไม่เยอะทำตังเม 4-5 กิโลกรัม ขายได้พันกว่าบาท ทุกวันนี้ต้องลงทุนซื้อของวันละประมาณ 500-600 บาท ได้ตังเมน้ำหนักเท่าเดิม พอมีกำไรเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้

     ปัจจุบัน(17 พ.ย. 61)ลุงเสาร์อายุ 73ปี แล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่ ลุงเสาร์บอกว่าจะขายตังเมจนกว่าจะเดินไม่ไหว สมัยก่อนปั่นจักรยานขายวันหนึ่งไปไกล 10 กิโล 20 กิโลยังไปได้ เดี๋ยวนี้สบายมีมอเตอร์ไซค์ขี่ไปขายตังเม ค่อยๆขี่ไปขายไป ได้คุยได้พูดกับลูกค้าสนุกดี ขี่จนรถมอเตอร์ไซด์พังมา 5 คันแล้ว ถ้าพังก็จะซื้อคันใหม่เอามาขายตังเมไปเรื่อยๆ โดยรถมอเตอร์ไซค์ มีกะบะไม้ใส่ตังเม บนเบาะรถ มาพร้อมเสียงกระดิ่ง กริ่งๆๆๆ เสียงแตร ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บบบบๆๆๆ ไปบริการขนมตังเม สีขาว เหนียวนุ่ม หอมอร่อย แก่ชาวเมืองแพร่อยู่เสมอ “ตังเม ลุงเสาร์”

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

คำ “อิ๊แม่สอน 2 ตอน การตอนการพูดจา และการวางตัว”




การพูดจานั้น อิ๊แม่สอนไว้ว่า

"กำเข้าหู จะไปฟั่งถูออกปาก จักยากใจ๋ปายลูน " ความหมายก็ตรงตัวคือ...

เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้กลั่นกรองให้ดีก่อนจะตอบโต้หรือเอาไปบอกต่อคนอื่น ไม่เช่นนั้น อาจจะมีผลกระทบตามมา สร้างความเสียหายให้ผู้อื่น และทำให้เราต้องลำบากใจ

"กำติเตียนสำเนียงจ่มส้าม ย่อมจะมีมากู้ทิศ" ความหมายคือ คำติฉินนินทานั้นเป็นเรื่องธรรมดาโลก ย่อมจะมีมาจากทั่วทุกสารทิศ เพราะฉะนั้นไม่ควรถือสาใส่ใจ

"กำจ่มกำด่านั้นเป๋นกำดี ก๋อนฟังบ่ถี่มันตึงบ่ม่วนหู" ความหมาย คือ คำบ่นคำว่ากล่าวของคนแก่อาจจะฟังไม่เสนาะหูนัก แต่ฟังให้ดีก็ล้วนเป็นข้อคิดที่ดีทั้งนั้น

"กันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยป๋อ กำปากกำคอมัดกั๋นก่อได้" ความหมาย คือ คำสอนว่าด้วยการผูกใจคน ว่าหากจะมัดใจใครล่ะก็ ไม่ต้องใช้เชือก(ป๋อ=ปอ)หรอก แค่ใช้คำพูดดี ๆ นี่แหละที่สามารถผูกใจคนได้

คนเรานั้นแม้คำพูดจะสำคัญ แตการวางตัวนั้นต้องทำตามที่แม่สอนด้วย

“จะนั่งหื้อผ่อตี้ จะหนีหื้อผ่อก้น" ความหมาย คือ ก่อนจะนั่งให้ดูที่นั่งว่าไม่มีอะไรเปรอะเปื้อนหรือมีของมีคมที่อาจจะเป็นอันตราย พอจะลุกจากไปก็ต้องเหลียวดูข้างหลังว่าไม่ทิ้งร่องรอยหรือลืมอะไรไว้

"กิ๋นได้ไว้ในไห กิ๋นบ่ได้ไว้ในใจ๋" ความหมาย คือ เมื่อได้รับอะไรมา ไม่ว่าจะหามาเองหรือมีคนให้

ถ้าเป็นของกินก็ให้เก็บถนอมรักษาไว้(ในสมัยก่อนเขาจะเก็บของกินไว้ในไห)แต่ถ้าเป็นของที่กินไม่ได้ก็ให้จดจำรำลึกไว้ในใจ(ให้สำนึกบุญคุณนั่นเอง)

"แป๋งเฮือไว้หลายต้า หม่าเข้าไว้หลายเมือง" ความหมาย คือ สร้างเรือไว้หลายท่า(ท่าน้ำ) แช่ข้าวไว้หลายเมือง ให้ผูกมิตรไว้หลาย ๆ ที่ เผื่อวันใดเกิดพลาดพลั้งตกอับจะได้มีที่พึ่งพา

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สโมสรโรตารีแพร่จัดพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานในพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สโมสรโรตารีแพร่จัดพิธีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานในพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้พิการในพื้นที่จังหวัดแพร่
 
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า วันนี้(6พ.ย.61) ที่ศาลาประชาคมจังหวัดแพร่ ทางนายแพทย์สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต พร้อมด้วยนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายบุญทอง ปัญญาสว่างจิตร นายกสโมสรโรตารีแพร่ ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์พระราชทานในพระนามาภิไธย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
 
ซึ่งทางสโมสรโรตารีแพร่ ร่วมกับสโมสรโรตารีอุตรดิตถ์ มูลนิธิคนพิการจังหวัดแพร่ เหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์เชียงใหม่ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับรถเข็นคนพิการ และอุปกรณ์ต่างๆ จากองค์กร Joni and Friends wheels for the world โดยมอบรถเข็นคนพิการ จำนวน 133 คัน และอุปกรณ์ต่างๆ อีก 137 รายการ มูลค่ารวม 4,370,900 บาท แก่คนพิการจากอำเภอเมืองแพร่ อำเภอสูงเม่น อำเภอวังชิ้น อำเภอลอง อำเภอสอง อำเภอร้องกวาง และอำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ เพื่อให้ผู้พิการในจังหวัดแพร่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีกำลังใจต่อสู้ชีวิต เพื่อตัวเองและครอบครัว และได้รับโอกาสในการฝึกอาสาสมัครผู้พิการให้ได้รับความรู้ในการดูแลและซ่อม ตลอดจนปรับรถเข็นให้แก่ผู้พิการในอำเภอต่างๆ โดยการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพของเด็กพิการพัฒนาการช้าและผู้พิการรวมทั้งฝึกการใช้อุปกรณ์สำหรับผู้ได้รับอุปกรณ์
 
พร้อมกันนี้ทางนางศลิษา ภิรมย์รัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดแพร่มในนามเหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ได้มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิคนพิการจังหวัดแพร่ จำนวน 50,000 บาท เพื่อให้ทางมูลนิธิได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อคนพิการในพื้นที่จังหวัดแพร่ต่อไป /.
 
ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว /พิมพ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2561

ค่าว จ๊อย ซอ ฮิ้ว.....คนเมือง






     ในช่วงนี้วัดหลายแห่งของบ้านเราจัดงานสมโภชประจำปีกัน ทำให้ได้พบเห็นการซอแบบสดๆและเสน่ห์ของอีกอย่างคือการฟ้อนแอ้นที่จะได้เห็นการโค้งตัวรับรางวัลเป็นที่น่าชมอย่างยิ่งเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมผู้ฟังได้อย่างยิ่ง(อาจเป็นผู้มีอายุเป้นส่วนใหญ่) สำหรับเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักเพลงพื้นบ้านล้านนาเราวันนี้ ปี้หนานจะอธิบายอย่างค่าวๆให้ฟัง “ซอ หมายถึง การร้องหรือการขับร้องเพลงพื้นบ้าน ของล้านนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซอพื้นเมือง เป็นเพลง พื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวล้านนาไทยในเขต ๘ จังหวัด ภาคเหนือ และบางส่วนของจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และ ตาก การซอมีทั้งการโต้ตอบกันในลักษณะบทเกี้ยวพาราสี ระหว่างชายหญิง หรือซอเดี่ยวเพื่อเล่าเรื่อง พรรณนา เหตุการณ์ มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านบรรเลงประกอบ
     ผู้ขับเพลงซอ หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ช่างซอ” ที่ร้องโต้ตอบกันเรียกว่า “คู่ถ้อง” ช่างซอที่เป็น คู่ถ้องต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบดีและได้รับการฝึกฝน จนชำนาญ เพราะต้องโต้ตอบกับอีกฝ่ายอย่างทันท่วงที ต้องมีความรู้รอบตัวและมีความจำดี เพราะสามารถนำสิ่ง รอบข้างมาใช้ในการซอได้ นอกจากนี้ต้องจำทำนองของ เพลงซอได้อย่างขึ้นใจ เนื้อร้องของซอเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นอยู่ กับสถานการณ์และโอกาสที่ไปแสดง เช่น ถ้าไปแสดง ในงานบวชนาค ช่างซอก็จะร้องเพลงซอพรรณนาเกี่ยวกับ การตอบแทนพระคุณพ่อแม่

     เพลงซอ หรือทำนองซอล้านนา แบ่งตามเขต วัฒนธรรมได้เป็น ๒ เขต คือ เขตล้านนาตะวันตก ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน ซอหรือขับซอเข้ากับ ปี่หรือวงปี่จุม คือ มีปี่เป็นหลักในการบรรเลงประกอบ เรียกโดยรวมว่า ซอเชียงใหม่ และล้านนาตะวันออก ได้แก่ น่าน แพร่ เชียงราย (บางส่วน) และพะเยา ขับซอเข้ากับ สะล้อและปิน (ซึง) เรียกโดยรวมว่า ซอน่าน ซอเชียงใหม่มีทำนองซอหลักๆ ๗ ทำนอง คือ ตั้งเชียงใหม่ จะปุ ละม้าย เงี้ยว พม่า อื่อ และพระลอ หรือ ล่องน่าน ส่วนซอน่านมีทำนองซอหลักๆ คือ ซอล่องน่าน ลับแลง ดาดแพร่ และปั่นฝ้าย การขับซอเชียงใหม่จะเร็วกว่า การขับซอน่าน ขั้นตอนการแสดงซอเริ่มด้วยพิธีไหว้ครู โหมโรง เกริ่น เข้าสู่เนื้อหา และบทลา

     การขับซอได้มีพัฒนาการมาตลอดตามยุคสมัย เช่น ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ริเริ่มละครซอขึ้นใน จังหวัดเชียงใหม่ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เกิดซอสตริง หรือซอร่วมสมัย ซึ่งนำทำนองซอบางทำนองมาประยุกต์ กับดนตรีสากล

     ซอ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน เป็นเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมที่สำคัญและโดดเด่นยิ่งของชาวล้านนา มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ เป็นกระจกเงา สะท้อนวิถีการดำรงชีวิตของชาวล้านนาในด้านต่างๆ เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว การประกอบอาชีพ อาหารและ โภชนาการ การแต่งกาย นอกจากนี้ยังมีความงดงาม ของภาษาคำเมือง หรือภาษาถิ่นเหนือ จึงเป็นภูมิปัญญาทาง ภาษาที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้อย่างงดงามทรงคุณค่า น่าภูมิใจยิ่ง

ขอบคุณ อาจารย์คำเกี้ยว เมืองเอก ที่บอกกล่าวเล่าเรื่องไห้เรารู้จัก “ค่าว จ๊อย ซอ”

ที่มาข้อมูล http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/performing-arts/236-performance/161-----m-s







เขียนโดย นายคมสัน  หน่อคำ

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อาขยานล้านนา มาตรวัดอายุ

ขอบคุณภาพจาก Googleและศิลปินล้านนา



     มีคำมะเก่าอยู่บทหนึ่งที่ท่านผู้อ่านหลายคนต้องเคยได้สดับรับฟังมากันบางแล้ว มันเป็นโคลงกลอนคำเมืองล้านนา กล่าวถึงช่วงอายุของคน ที่มีอยู่ว่า......


“สิบปี๋ อาบน้ำบ่หนาว” ช่วงอายุ 10 ปี ยังเป็นเด็กไม่รู้จักร้อนไม่รู้จักหนาว เล่นสนุกอย่างเดียว แม้อากาศจะหนาวเย็นเพียงไร เวลาอาบน้ำก็ไม่มีอาการหนาว โดยเฉพาะหน้าหนาว

ซาวปี๋ แอ่วสาวบ่ก๋าน” ในอดีตประเพณีแอ่วสาว หรือการไปจีบสาวถึงบ้านผู้หญิง พอตกกลางคืนชายวัยรุ่นจากต่างหมู่บ้านกัน จะไปแอ่วสาวที่หมู่บ้านใกล้ ๆ ด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน มองเห็นทางได้ด้วยไต้ส่องไฟ ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานกลางวันอย่างไร ตกกลางคืนก็ต้องไปแอ่วสาวให้ได้ พอไปถึงบ้านหญิงที่ตนหมายตาก็จะขึ้นไปทักทายพูดคุยหยอกล้อ บางทีมีการว่ากลอนด้วยนะ หากว่าพ่อแม่ผู้หญิงยังไม่รู้จักก็จะนั่งอยู่ด้วย พูดคุยกันไปโดยอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด ดังนั้นการแอ่วสาว บ่ ก๋านก็คือ ลำบากยังไง ไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกถึงความยาก

“สามสิบปี๋ บ่หน่ายสงสาร”
ช่วงอายุ 30 ปี อยากกินอยากเที่ยว คนสมัยแต่ก่อนก็ดำรงชีวิตด้วยความใกล้ชิดธรรมชาติ การล่าสัตว์ การไปนอนค้างตามป่าเขา ทำให้เพลิดเพลิน

“สี่สิบปี ยะก๋านเหมือนฟ้าผ่า” สีสิบปีเป็นวัยทำงาน ที่ต้องทำงานเหมือนฟ้าผ่า คือ การทำไร่นาไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อครอบครัวและคนกินมากใช้มากต้องรีบทำ งานให้เร็วเพื่อให้ครอบครัวลูกเมียพออยู่พอกิน

“ห้าสิบปี๋ สาวน้อยด่าบ่เจ็บใจ๋ อายุห้าสิบผ่านมาครึ่งชีวิต มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมรอบครอบมากขึ้น แต่ที่สาวน้อยด่าบ่เจ็บใจ๋นั้น เพราะเริ่มมีความกุ๋มกลิ่มชอบสิ่งสวยๆงามๆ

“หกสิบปี๋ ไอเหมือนฟานโขก” อายุเข้าเลขหลักหก โรคภัยเข้ารุมเร้า ไอค๊อกไอแค๊ก เสียงเหมือน ตัวฟาน(อีเก้ง) เวลามันโขก หรือร้องเรียกกันในป่าจะดังไปสามบ้าน แปดบ้าน

“เจ็ดสิบปี๋ บะโฮกเต๋มตั๋ว” เจ็ดสิบปีแล้ว ก็เริ่มมีอาการเป็นเม็ด – ตุ่ม – ฯลฯ ที่คนแก่มีกัน ที่เหมือนกับผิวหนังตกกระแห้งเหี่ยว

“แปดสิบปี๋ ไค่หัวเหมือนไค่ไห้ แปดสิบแล้ว เสียงหัวเราะก็ยังเหมือนเสียงร้องไห้

“อายุเก้าสิบปี ไข้ก่อต๋าย บ่ไข้ก่อต๋าย” อายุเกินเก้าสิบไปแล้ว จะเจ็บไข้หรือไม่เจ็บไข้ ก็ใกล้จะลงโลงแล้ว

“จะเอาอันใดไปบ่ได้ซักอย่าง” สิ้นแล้วสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งของอะไรเอาสามารถติดตัวไปได้ซักอย่าง

“บ่สวะบ่วาง บ่หายหม่นเศร้า” ถ้าหากไม่ปล่อยวางกจะเป็นทุกข์……

สำหรับผู้อ่านอยู่ในช่วงอายุไหนกันบ้างครับ ลองคิดตามกันดูว่าเป็นจริงดั้งโครงกลอนที่คนโบราณได้เขียนไว้หรือเปล่า และหากท่านใดอ่านแล้วก็คงต้องนึกถึงศิลปินโฟลค์ซองล้านนา “จรัส มโนเพ็ชร” ที่ได้สำนวนคำเปรียบเทียบของคนโบราณมาใส่ทำนองขับร้องได้อย่างไพเราะและลงตัว กับเพลง “อาขยานล้านนา” คงต้องขอตัวไปค้นเทปเทปคาสเซ็ทออกมาฟังแล้ว(ไม่ต้องเดาอายุตามนะ)......

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

จังหวัดแพร่เชิญชวนประกวดภาพถ่าย เล่าเรื่องเมืองแพร่



     จังหวัดแพร่เชิญชวนประกวดภาพถ่าย "เล่าเรื่องเมืองแพร่” เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับจังหวัดแพร่ ชิงเงินรางวัลรวม 20,500 บาท

     สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า จังหวัดแพร่ได้จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่าย "เล่าเรื่องเมืองแพร่” มีเนื้อหาเป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับจังหวัดแพร่ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรม โบราณสถาน อาหารอร่อย ทั้งหมดต้องอยู่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ และสามารถอธิบายภาพได้ เปิดรับสมัครภาพถ่ายจากบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำกัดว่าต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดแพร่
     หลักเกณฑ์การส่งภาพเข้าประกวด : ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวด จะต้องเป็นภาพที่ถ่ายในจังหวัดแพร่ ในช่วงเวลาระหว่างเดือน มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เท่านั้น ภาพที่ส่งเข้าประกวด ถ่ายได้จากโทรศัพท์มือถือ หรือกล้องถ่ายภาพ Digital ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ โดยต้องมีความละเอียดภาพขนาดภาพสูงสุดของกล้อง ด้วยนามสกุลภาพ JPEG ทั้งนี้คณะกรรมการจะไม่พิจารณาภาพที่ส่งมาเป็นไฟล์ RAW
     ผู้ที่ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดจะต้องเป็นผู้ถ่ายภาพนั้นๆ ด้วยตนเอง ห้ามนำภาพของผู้อื่นมาส่ง หรือส่งในนามผู้อื่นโดยเด็ดขาด
     โดยรางวัลประเภทภาพถ่าย รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลชมเชยมี 5 รางวัลๆ ละ 500 บาท 5 รางวัล พร้อมเกียรติบัตร และรางวัล Popular Vote ยอด like สูงสุด รับของที่ระลึก
     ผู้สนใจส่งภาพถ่ายเข้าประกวด พร้อมหลักฐานชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ และชื่อผลงานการประกวดพร้อมคำอธิบาย ได้ที่ อีเมล์ upr9phrae@gmail.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0864298499 ID LINE : 0864298499 หรือ Facebook : https://www.facebook.com/พาเที่ยวแพร่ ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2561 /.


ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว /พิมพ์

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ชาวสวนในพื้นที่สูงของอำเภอเมือง จังหวัดแพร่ หันมาปลูกอะโวคาโด ผลไม้เพื่อสุขภาพ


     ชาวสวนในพื้นที่สูงของบ้านผาตืม ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ หันมาปลูกอะโวคาโด ผลไม้เพื่อสุขภาพขาย สร้างรายได้ในช่วงฤดูฝน
       นายน้อย เรือนมูล อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 63/3 บ้านพันเชิง หมู่ 3 ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีอาชีพทำสวนเมี่ยง ที่เป็นอาชีพดั่งเดิมสืบต่อจากบรรพบุรุษ โดยขึ้นไปทำสวนอยู่ที่บ้านผาตืม ตำบลป่าแดง อำเภอเมืองแพร่ ภายหลังพื้นที่เหล่านี้ได้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ทางราชการจึงได้เข้าไปส่งเสริมให้ปลูกไม้ยืนต้นแทนพืชล้มลุก จึงเริ่มปลูกทุเรียน มังคุด เงาะ ซึ่งเป็นไม้ผลยืนต้นพืชเศรษฐกิจหลัก แทนการปลูกหน่อไม้หวานหรือหน่อเป๊าะ และข้าวโพดลดปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม และปัญหาการพังทลายของดิน และต่อมาได้นำเอาพืชเมืองหนาวอย่าง อะโวคาโด เข้ามาทดลองปลูก และเริ่มมีผลผลิตออกมาขาย โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ของทุกปีผลผลิตเริ่มสุก ชาวสวนเริ่มเก็บผลผลิตออกขาย สามารถสร้างรายได้ช่วงฤดูฝนเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่อีกชนิดหนึ่ง สำหรับคนรักสุขภาพซื้อบริโภคและนำเป็นสมุนไพรบำรุงเส้นผลบำรุงผิว อะโวคาโด ที่นี่แม้จะเป็นพืชเมืองหนาวชอบอากาศเย็น แต่ผลผลิตที่กลับมีน้ำหนักดี ผลใหญ่ขนาด 3 ผลต่อกิโลกรัม ติดผลดกด้วย โดยที่หมู่บ้านผาตืมเริ่มปลูกอะโวคาโดกว่า 10 ราย และเป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนใหญ่ผลผลิตจะขายในพื้นตำบลป่าแดง-ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่เป็นหลัก
     การปลูกอะโวคาโดที่บ้านผาตืมนั้น จะปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงฉีดพ่นแต่อย่างใด แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมดแดงขึ้นกินเพลี้ยแป้งและไล่แมลงวันทอง เป็นการใช้ระบบนิเวศน์จัดการกันเอง ปัญหาอีกอย่างคือสัตว์ป่า ประเภทหนูป่าชอบปีนขึ้นต้นไปกัดกินผลสุก จึงต้องหมั่นไปดูแลในตอนกลางคืน /.
ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561

บ้านโป่งศรี





     บ้านโป่งศรีตั้งขึ้นประมาณปี พ.ศ. 1350 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกจากตัวจังหวัดแพร่ประมาณ 7 กิโลเมตร จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในหมู่บ้านเล่าว่า ณ กลางหมู่บ้านมีแอ่งน้ำขนาดเล็กอยู่ น้ำในแอ่งใสสะอาดมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา โดยชาวบ้านเรียกแอ่งน้ำน้ำว่า “โป่ง” เนื่องจากดินบริเวณรอบๆแอ่งน้ำนี้เป็นดินโป่ง มีรสเค็มเป็นแหล่งชุมชุนของสัตว์ต่างๆที่จะมากินดินโป่งยังบริเวณแอ่งน้ำแหล่งนี้ ป่าไม้รอบแอ่งมีความอุดมสมบูรณ์มีพันธ์ไม้มากมาย ชาวบ้านจึงมาตั้งถิ่นฐานใกล้แอ่งน้ำ เพื่อทำการล่าสัตว์และปลูกพืชโดยอาศัยน้ำจากแอ่งนี้ในการเพาะปลูก และใกล้ๆบริเวณแอ่งน้ำมี “ต้นค้ำ” เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาและใบปกคลุมแอ่งน้ำอยู่ ชาวบ้านจึงพากันเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “โป่งค้ำ”
    

      ต่อมามีผู้คนมาอาศัยเกิดเป็นชุมชนขึ้น โดยในปี พ.ศ.1370 ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างวัดขึ้นชื่อว่า “วัดโป่งค้ำ” โดยใช้ชื่อเรียกตามชื่อหมู่บ้าน ต่อมาต้นค้ำได้ตายลง และมีต้นโพธิ์เกิดขึ้นมาแทนต้นค้ำที่ตายลง และเห็นว่าต้นโพธิ์ที่เกิดขึ้นได้เจริญเติบโตงอกงาม แผ่ร่วมเงาความร่วมรื่นไปทั่วและเป็นต้นไม้ทางความเชื่อทางพุทธศาสนา ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และต้นโพธิ์ในพุทธศาสนา จึงพากันเรียกบ้านโป่งค้ำเป็น “บ้านโป่งศรี”แทน โดยคำว่า “ศรี”นั้นมาจากต้นโพธิ์ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าต้นศรี ต่อมาจึงก็เปลี่ยนชื่อวัดโป่งค้ำเป็น “วัดโป่งศรี” และเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “หมู่บ้านโป่งศรี” สืบต่อกันมา

       บ้านโป่งศรีอยู่ในตำบลบ้านถิ่น มีอยู่จำนวน 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 4,6,10 เป็นหมู่บ้านที่มีชื้อเสียงในด้านซื้อขายแลกเปลี่ยนของเก่า ทั้งที่เป็นของมีค่า และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เฟอร์นิเจอร์จากล้อเกวียน นอก จากนั้นยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินโบราณ ปัจจุบันถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีตลาดค้าของเก่าและเครื่องเงินที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดแพร่......

เรียบเรียงโดย นายคมสัน   หน่อคำ

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สักศรี เมืองแพร่


     
      
     จากคำกล่าวที่ว่า คนแพร่เดินผ่านต้นสัก เป็นไม้ล้มหรือ คนแพร่เห็นต้นสัก เห็นเรือนเสาไม้สักใหญ่ นี่คือคำพูดกันทั่วไปที่คล้ายคำจำกัดความของคนแพร่ เหมือนคำว่า เมืองแป้แห่ระเบิดด้วยประโยควลีเหล่านี้ และอาชีพทำไม้ดั้งเดิมของคนแพร่  ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าคนแพร่เวลาเดินผ่านต้นไม้จะต้องตัด...ต้องโค่นต้นไม้ เพื่อเอาไม้ไปใช้เสียให้ได้ และด้วยความมีชื่อเสียงด้านงานฝีมือช่างไม้เป็นที่โด่งดังไปทั่ว  ทำให้ไม้สักของจังหวัดแพร่มีความโดดเด่น ด้วยคุณภาพไม้ที่ดี  มีความคงทน เงางาม สีสวย อายุการใช้งานยาวนาน ปลวกไม่ขึ้น จนได้ชื่อว่า ไม้สักทองคุณภาพดีต้องของเมืองแพร่เท่านั้นทำให้ผลิตภัณฑ์ไม้สักของจังหวัดแพร่เป็นที่ยอมรับมีความต้องการจำนวนมาก  ชนิดทำออกมาเท่าไรก็ไม่เพียงพอสำหรับผู้นิยมชมชอบผลิตภัณฑ์ไม้สัก ด้วยคุณภาพ ความสวยสด งดงาม ที่ธรรมชาติมอบให้  ก่อกำเนิดวัตถุทางสถาปัตยกรรมมากมาย  เช่ น พระที่นั่งวิมานเมฆ  ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างจากไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระที่นั่งถาวรองค์แรกในพระราชวังดุสิต  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระราชวังดุสิต  และยังมีคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ที่เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9  เมื่อคราวที่เสด็จมาเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2501 ที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบัน และสาธารณะ ประจำปี 2540, บ้านวงศ์บุรีหรือบ้านสีชมพูที่โด่งดังจากละครหลังข่าวเรื่องรอยไหม, คุ้มเจ้าต่างๆ ในเมืองแพร่ และเฮือนเก่าหลายหลังล้วนสร้างด้วยไม้สักแฝงคุณค่าประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ทุกสิ่งอย่างล้วนศักดิ์ศรีของจังหวัดแพร่
     สำหรับจังหวัดแพร่นั้นมีพื้นที่เป็นป่าไม้ 80 % ของจังหวัด ในอดีตมีการเปิดป่าทำสัมปทานป่าไม้  ทำให้เมืองแพร่มีความเจริญเข้ามา โดยมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่มากมาย ที่ได้นำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ความรู้ จนกระทั่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์จังหวัดแพร่ เช่น บ้านเรือนสไตส์ยุโรปผสมจีนบวกล้านนา ล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามเฉพาะตัวจากอิทธิพลการทำไม้ที่สร้างสมประสมการณ์และความรู้สืบต่อรุ่นต่อรุ่นในเมืองแห่งไม้สัก ที่เป็นเพียงเรื่องราวบทหนึ่งของจังหวัดแพร่  ปัจจุบันแม้มีการปิดป่าห้ามทำสัมปทานไม้แต่ชาวแพร่ก็ยังยึดอาชีพเกี่ยวกับไม้อยู่ โดยเปลี่ยนจากการตัดไม้เป็นการทำเฟอร์นิเจอร์แทน  แต่ภาพการทำไม้ในอดีต  เช่น ภาพการนำช้างมาลากไม้เดินเป็นขบวน  ภาพวิธีขนล่องไม้ตามน้ำยมด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน  ภาพบ้านเรือนที่ทำเสาไม้สักสองสามคนโอบ  เริ่มเลือนล่างหายไปตามกาลเวลา เป็นเส้นทางการประวัติศาสตร์เปลี่ยนทัศนคติจาก คนแพร่เดินผ่านต้นสัก ต้องตัดไม้ หรือ คนแพร่เห็นต้นสัก เห็นเรือนไม้ใหญ่เป็นเมืองแพร่เมืองแห่งฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่ดีมีคุณภาพ  เป็นที่ทราบกันว่า เรื่องไม้สักต้องถามคนแพร่ เฟอร์นิเจอร์ไม้ ต้องของจังหวัดแพร่  จะปลูกใช้ จะขาย จะสร้างบ้านจากไม้สัก  ต้องปรึกษาคนแพร่  ม้สักเป็นหนึ่งในเรื่องราวและเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ และความภาคภูมิใจของคนแพร่

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีหัวใจเกษตร ก้าวสู่ยุค 4.0




     สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีหัวใจเกษตร ก้าวสู่เกษตร 4.0 เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นเกษตรกรมืออาชีพก้าวทันเทคโนโลยี
    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่เกษตรยุค 4.0 ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเป็นผู้ประกอบการเกษตรแบบมืออาชีพ ก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต โดยการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer โดยจัดกระบวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาตนเอง เชื่อมโยงจนเกิดเครือข่าย Young Smart Farmer ทุกภาคของประเทศในปี พ.ศ. 2561

   สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ดำเนินการ จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดแพร่ขึ้น ที่ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดแพร่ (แปลงใหญ่แก้วมังกร)ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ โดยมีนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดศูนย์ดังกล่าว โดยศูนย์แห่งนี้มีนายฤชภูมิ ถิ่นฐาน หรือน้องต้นเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นเจ้าของศูนย์ ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตปัจจุบันนอกจากทำการปลูกแก้วมังกร ไม้ผลต่างๆแล้วยังได้มีการรวมกลุ่มกันกับเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งขายตามร้านต่างๆ สร้างรายได้ อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงเครือข่าย เน้นการสร้างทายาทเกษตรกรให้เป็นต้นแบบของเยาวชนเกษตร พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมฐานข้อมูล และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นศูนย์กลางการประสานงานเครือข่ายระหว่างเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านในการผลิตแก้วมังกรแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การแปรรูปและการตลาด

   นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การสร้าง Young Smart Farmer จะทำให้เขาแข็งแหกร่งทั้งด้านความคิด ด้านการปฎิบัติ ด้านการเรียนรู้ การมีศูนย์บ่มเพาะจะทำให้เขาสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆกันได้นำไปสู่การพัฒนาด้านการเกษตร ซึ่ง Young Smart Farmer จะเป็นอนาคตของเกษตรกรของประเทศ

   ด้านนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่กล่าวว่า Young Smart Farmer จะตอบโจทย์สำคัญในการขยายภาคการเกษตรในพื้นที่ มีการร่วมมือกัน มีระบบอีคอมเมอร์ส มีหลักเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปร่วมด้วย สร้างวเครือข่ายร่วมกันเป็นจุดเชื่อมโยงให้ Young Smart Farmer เข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน /.



ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว /พิมพ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่