แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดำหัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดำหัว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

ส้มป่อย ไม้มงคลแห่งล้านนา




      ส้มป่อยเป็นพืชประเภทไม้เถาเนื้อแข็ง ต้นและใบคล้ายชะอม มีรสเปรี้ยว ใช้ยอดอ่อนใส่แกงได้รสเปรี้ยวใช้ แทนมะนาว นิยมใส่ในต้มส้มไก่เมือง ปลา หรือต้ม ส้มขาหมู จะได้รสชาติเปรี้ยวอร่อยและหอมกลิ่นส้มป่อย มี ผลเป็นฝักแบนๆ เป็นข้อ คล้ายฝักฉำฉา หรือฝักกระถินเทศ แต่จะสั้นและบางกว่าจะมีหนามตลอดที่ต้นและกิ่งก้าน เถาจะเลื้อยพันขึ้นกับต้นโพธิ์หรือต้นไม้ใหญ่ตามป่าเขาหรือตามวัด และจะออกผลเป็นฝักช่วงระหว่างเดือนธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์ ของทุกปี และ 1 ปี จะออกผลเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ตามความเชื่อของชาวเหนือล้านนามาแต่โบราณ จะเก็บผลฝักส้มป่อยเดือนห้าเป็ง หรือเดือนกุมภาพันธ์ ฝักส้มป่อยจะแห้งคาต้นจะยิ่งดีที่สุด เชื่อว่าเป็นเดือนที่มีความสำคัญของทางพระพุทธศาสนา คือ วันมาฆบูชา เพราะส้มป่อยจะมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวหากเก็บไว้ช่วงเดือนห้าเป็งแล้วจะดี หากได้มีการปลุกเสกก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว และยิ่งเป็นส้มป่อยเจ็ดข้อหรือ 7 เมล็ด ก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นมงคลมากขึ้นไปอีกโดยนำฝักมาลนไฟให้พอหอมแล้วหักแช่น้ำ ใช้น้ำส้มป่อยสระดำเพื่อความเป็นศรีสิริมงคล


     ส้มป่อยเจ็ดข้อเจ็ดเมล็ด มีที่มาจากชาดกเรื่อง "ปุณณนาคกุมาร" โดยครั้งที่ปุณณนาคกุมารอยากกลายเป็นมนุษย์ ปุณณนาคกุมารเข้ากราบทูลพระบิดา เพื่อขออนุญาตทิ้งสภาวะอันเป็นนาคให้กลายเป็นมนุษย์ พระบิดาทรงอนุญาตและได้ประทานขันทองคำให้ 1 ใบ แล้วให้หาส้มป่อยให้ได้ฝักที่มี 7 ข้อ จำนวน 7 ฝัก เอาแช่ในขันที่มีน้ำจาก 7 แม่น้ำ และ 7 บ่อ นำไปที่ฝั่งแม่น้ำใหญ่ เสกคาถา 7 บท จำนวน 7 คาบ ถอดคราบออก และอาบน้ำมนต์พร้อมสระเกล้าดำหัว จากนั้นเอาคราบนาคนั้นใส่ในขันทองคำไหลลงน้ำเสียจึงจะเป็นคนโดยสมบูรณ์ การใช้ส้มป่อยที่ปรากฏในเรื่องนี้แสดง ให้เห็นถึงความเชื่อในคุณสมบัติของส้มป่อยอีกเรื่องหนึ่ง

    และในชาดกล้านนาเรื่อง "อุสสาบารส" กล่าวถึง เรื่องของส้มป่อยว่า ครั้งหนึ่ง มีควายชื่อทรพี คิดอยากเอาชนะพ่อ จึงท้าชนทรพาผู้พ่อ ทั้งสอง ต่อสู้กันจนเวลาล่วงเลย ฝ่ายทรพีเพลี่ยงพล้ำถูก ทรพาไล่ขวิดจนถอยร่น ไปไกล ขณะนั้นเองทรพี ได้ถอยไปชนต้นส้มป่อยที่กำลังออกฝักอยู่ ด้วยกำลังที่ชน อย่างแรงทำให้ฝักส้มป่อยหล่นลงมาถูกหัวทรพี ทันใดนั้น กำลังที่เคยอ่อนล้าหมดแรง เกิดฮึกเหิมเพิ่มขึ้น ได้ทีทรพี จึงถาโถมเข้าชนทรพาอย่างเมามัน ผู้เป็นพ่อเสียที หมด แรงถอยไปชนต้นมะขามป้อม ลูกมะขามป้อมหล่นถูกหัว เรี่ยวแรงที่อ่อนล้ายิ่งหมดไป จึงถูกทรพี ผู้เป็นลูกฆ่าตาย ในที่สุด เรื่องนี้อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งของความเชื่อในอนุภาพ ของน้ำส้มป่อย

    ส้มป่อยผูกพันวิถีความเชื่อของชาวล้านนา ในเรื่องพิธีกรรมสำคัญต่างๆชาวล้านนาเชื่อว่า ส้มป่อย เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ขจัดสิ่งเลวร้าย อัปมงคล เป็นการปลด ปล่อยสิ่งไม่ดีให้หลุดพ้นจากชีวิต โดยเฉพาะคนล้านนามีความเชื่อตามชาดกว่าเป็นพืช ที่มีพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เรียกตามภาษาถิ่นว่า ส้มป่อย เป็นตัวแพ้ สิ่งจัญไร อัปมงคล ชั่วร้าย (แพ้ เป็นภาษาถิ่น เหนือ หมายถึง ชนะ) และคำว่า ป่อยหมายถึงปลดปล่อย สิ่งจัญไรทั้งหลายให้หลุดพ้นจากชีวิตคนเรา ส้มป่อยจึงเป็นไม้มงคลแห่งล้านนา......

ที่มา...ตำนานล้านนา,NEW M-THAI, https://www.m-culture.go.th

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561

ดำหัว ปี๋ใหม่

   
     “ ดำหัว ”หมายถึง การสระผมของคนเหนือ มีใช้ในหลายกรณี เช่น การสระผมตามปกติ การดำหัวโดยเอาน้ำส้มป่อยลูบศีรษะเพื่อไล่เสนียดจัญไร การดำหัวในวันปี๋ใหม่เมือง
ประเพณีดำหัวในวันปี๋ใหม่เมือง กำหนดให้มีขึ้นกลางเดือน 7 เหนือ ซึ่งอยู่ใน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย
      วันที่ 12 เมษายน ชาวบ้านจะทำความสะอาดบ้านเรือนครั้งใหญ่ในรอบปี
      วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “ วันสังขารล่อง ” มีการจุดสะโป้ก เพื่อไล่สังขารหรืออายุ และ เผาขยะในตอนเช้ามืด นำเครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน มาทำความสะอาด ตากแดด เพื่อรับปีใหม่
      วันที่ 14 เมษายน คือวันเนาว์ หรือวันเน่า วันนี้ ห้ามกล่าวผรุสวาจา กล่าวร้าย ป้ายสี ด่าทอกัน จะทำให้ปากเน่าเหม็น ชีวิตหมองมัวอับศรี และห้ามสระผม ตกบ่าย จะมีการขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทรายในวัด ตอนเย็นจะมีการเตรียมอาหารคาวหวานและขนม ส่วนใหญ่นิยมทำขนมเทียน สำหรับทำบุญในวันรุ่งขึ้น
     วันที่ 15 เมษายน เป็นวันพญาวัน วันสำคัญที่สุด ตอนเช้าจะมีการนำอาหารคาวหวานที่เตรียมไว้ไปถวายพระ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และมีการทำบุญตักบาตร ถวายเจดีย์ทราย
      ประเพณีดำหัว จะเริ่มในช่วงสายของวันพญาวันหลังจากกลับจากทำบุญที่วัดแล้ว ชาวบ้านจะนำน้ำอบ น้ำหอม น้ำขมิ้น ส้มป่อย ดอกไม้ ธูปเทียน และสิ่งของ เป็นต้นว่า เสื้อผ้า ผ้านุ่ง ผ้าขาวม้าฯ เพื่อขอขมาผู้เป็น ปู่ ตา ย่า ยาย บิดา มารดา หรือแม้แต่อัฐิหรือรูปของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป โดยผู้อาวุโสจะรับ และกล่าวอโหสิกรรม พร้อมทั้งให้พรแก่ลูกหลานหรือผู้ที่ไปร่วมด้วยถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้อย่างสละสลวย มีคำคล้องจอง ที่ง่ายต่อการจำ (ปอนปี๋ใหม่) เมื่อท่านกล่าวจบแล้ว ก็จะนำน้ำอบน้ำหอม น้ำส้มป่อย ลูบศีรษะ ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีดำหัว
      เมื่อเสร็จการดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวแล้ว ก็จะยกขบวนกันไปดำหัวตามบ้านญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคารพนับถือคนอื่น ๆ ต่อไป จะมีการเล่นสาดน้ำกันทั้งวัน ทุกคนจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สรวลเสเฮฮา ร้องรำ ทำเพลง ซึ่งมักใช้ดนตรีพื้นบ้านประเภทกลองสิ้งม้อง หรือสะล้อซอซึง ตามถนัด บรรเลงไปด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน อบอุ่น เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความมีไมตรีต่อกัน ประเพณีดำหัวของชาวแพร่เป็นประเพณีปฎิบัติสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านจิตใจ คุณธรรมที่แฝงอยู่ในประเพณีดำหัวคือ ความกตัญญูกตเวที ต่อ บิดา มารดา และบุพการี ตลอดจนผู้มีอุปการคุณ การให้ทาน การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัยซึ่งกันและกัน การแสดงความปรารถนาดีต่อกัน การสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ ควรคู่กับการปฎิบัติสืบต่อไป....

 ที่มา....ศูนย์วัฒนธรรมล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/ขอบคุณภาพจาก Google
เขียนเรียบเรียง คมสัน  หน่อคำ 083-7373307














x