แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระยาไชยบูรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระยาไชยบูรณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ตอนที่ 3 สิ้นนามสกุล ณ แพร่

เจ้าพิริยะเทพวงศ์


      การที่พะกาหม่องคุมไพร่พลสมัครพรรคพวกก่อการจลาจลขึ้น เพราะมีต้นเหตุดังที่หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ธิดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงไว้ในหนังสือ “แพร่ – น่าน” ว่า “ส่วนต้นเหตุของเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินจากเสด็จพ่อว่าเรื่องเดิมนั้น พะกาหม่องเป็นลูกหนี้เจ้านางแว่นทิพย์ น้องเจ้าฟ้าเชียงตุงอยู่ 4,000 บาท และไม่มีจะใช้จึงหนีมาอาศัยกับพวกพ้องอยู่ในเมืองแพร่ วันหนึ่งเห็นเจ้าหน้าที่ขนเงินส่วยเข้าไปที่ศาลากลาง ก็นึกขึ้นว่า ถ้าได้เงินนี้ไปใช้หนี้ก็จะสามารถกลับไปบ้านได้ แล้วพะกาหม่องก็รวบรวมไพร่พลทำการบุกเข้าไปปล้น เผอิญประจวบกับทำการได้โดยสะดวก จึงเลยคิดการใหญ่ขึ้นกลายเป็นก่อกบฏไป”
เมื่อทางฝ่ายรัฐบาลสยามทราบเหตุการณ์จลาจลในเมืองแพร่ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เป็นแม่ทัพใหญ่แต่งทัพขึ้นมาปราบปรามพวกโจรเงี้ยว จนสงบราบคาบในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2445


     ส่วนทางเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่นั้น ด้วยความเกรงกลัวในความผิด ที่ไม่ต่อสู้ป้องกันบ้านเมือง และต้องสงสัยว่าคบคิดกับพวกโจรเงี้ยวก่อการจลาจล ซึ่งทางเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีแม่ทัพใหญ่ ยังมิไม่ได้สอบสวนความผิด ด้วยความเกรงพระราชอาญาดังกล่าว เจ้าหลวงเมืองแพร่ จึงหลบหนีออกจากเมืองแพร่ ในวันที่ 25 กันยายน ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ออกทางประตูศรีชุม ทางฝ่ายเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ทราบข่าวการหลบหนีของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ก็สั่งเจ้านายทั้งในเมืองแพร่ เมืองน่าน และข้าราชการตำรวจทหารออกสกัดกั้น แต่ก็ไม่ทันต่อมาจึงทราบว่า เจ้าหลวงเมืองแพร่กับพวกหลบหนีออกไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบางเสียแล้ว โดยเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ได้อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจนสิ้นชีวิต ณ ที่นั้น

      ต่อมา นายพลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์ทนตรี ได้ประกาศให้ข้าราชการและราษฎรในเขตแขวงเมืองแพร่ และชนทั้งหลายทราบทั่วกันโดยมีใจความสรุปว่า “เจ้าพิริยะเทพวงศ์เจ้าผู้ครองนครแพร่ ได้ละทิ้งหน้าที่ราชการหายไป โดยไม่ได้แจ้งว่าจะไปหรือมีธุระอันจำเป็นจะต้องไป และทั้งไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้เป็นใหญ่ในหน้าที่ราชการด้วย โดยไม่เต็มใจจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกต่อไปแล้ว และตามกฎหมายของบ้านเมืองถือในพระราชกำหนดบทอัยการลักษณะขบถศึก มาตรา 15 มีข้อความว่า ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ให้ผู้ใดครองเมืองรั้งเมือง ถ้าผู้นั้นละทิ้งหน้าที่ราชการบ้านเมืองของตนไปเสีย โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุการณ์อันควรไป หรือไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในหน้าที่ราชการแล้ว ผู้นั้นต้องรับโทษเป็นอย่างเบาที่สุดก็คือ ให้ถอดออกจากหน้าที่ราชการที่ตนได้รับตำแหน่งอยู่นั้นเสีย เพราะฉะนั้น จึงประกาศให้ข้าราชการและราษฎรในเขตเมืองแพร่ทราบทั่วกัน”
ด้วยเหตุกบฏเงี้ยว เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่ จึงถูกถอดบรรดาศักดิ์ออกเป็น “นายน้อยเทพวงศ์” แต่นั้นมา จึงเป็นสาเหตุไม่มีนามสกุล “ณ แพร่” ส่วนเชื้อวงศ์ของเจ้าเมืองแพร่ยังมีเหลืออยู่ ได้แยกวงศ์ตระกูลและยังอาศัยอยู่ในเมืองแพร่ เรื่อยมา
วีรกรรมของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่) ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชฤทธานนท์พหลภักดี” ซึ่งพยายามที่จะรวบรวมกำลังต่อสู้กับพวกโจรเงี้ยว แม้จะไม่มีอาวุธเพียงพอก็ตาม และในขณะที่พวกโจรเงี้ยวปล้นเมืองนั้น ก็มิได้มีความพะวงถึงครอบครัวบุตรภรรยา และทรัพย์สมบัติของตน โดยเห็นแก่บ้านเมืองเป็นส่วนใหญ่ ผลที่สุดต้องถูกพวกโจรเงี้ยวฆ่าตายอย่างทารุณ นับว่าเป็นผู้เสียสละชีพเพื่อประเทศบ้านเมืองอย่างน่าสรรเสริญ และเป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชาชนทั่วไป ทางการจึงได้สร้างศิลาจารึกเป็นอนุสาวรีย์แก่พระยาราชฤทธานนท์พหลภักดี เพื่อระลึกถึงคุณความดีและการเสียสละ.....


อ้างอิงจาก หนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๘ (ปราบเงี้ยวตอนที่ 2) พ.ศ. 2505,หนังสือจังหวัดแพร่ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ 2500และหนังสือ "คนดีเมืองเหนือ" ของสงวน โชติสุขรัตน์










เรียบเรียงโดย นายคมสัน หน่อคำ

พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ตอนที่ 2 เงี้ยวปล้นฆ่า


กบฎเงี้ยว/คุ้มเจ้าหลวง




     หลังจากเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ลงนามหนังสือสัญญาดังกล่าวแล้ว ก็ดื่มน้ำสบถทำสัตย์สาบานต่อกัน แล้วพวกโจรเงี้ยวก็แบ่งกำลังติดตามพระยาราชฤทธานนท์ เจ้าหน้าที่ และข้าราชการคนไทย และสำหรับคนพื้นเมืองนั้นพวกโจรเงี้ยวจะไม่ทำอันตราย โดยมีเจ้านายเมืองแพร่ที่เข้าเป็นพวกกับโจรเงี้ยว คือเจ้าน้อยไจลังกา ส่วนเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์และเจ้านายอื่นๆ ที่ปรากฏนามนั้นได้ให้การต่อ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (ฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งในขณะนั้น) ว่าถูกพวกโจรเงี้ยวบังคับ จึงจำใจต้องทำสัญญากับพวกโจรเงี้ยวด้วยความรักชีวิต 

     ทางฝ่ายพระยาไชยบูรณ์ ข้าหลวงกำกับราชการเมืองแพร่นั้น เมื่อพวกโจรเงี้ยวระดมยิงโรงพัก ก็ได้ใช้ปืนยิงต่อสู้หลายนัด เมื่อเห็นพวกโจรเงี้ยวมีกำลังมากกว่า ก็วิ่งหนีไปทางวัดพระร่วง เพื่อรายงานให้เจ้าหลวงเมืองแพร่ทราบ เพื่อขออาวุธและเกณฑ์กำลังคนเข้าต่อสู้กับพวกโจร แต่ได้พบเพียงขุนพิพิธโกษากรณ์ ข้าหลวงคลัง และหัวหน้าส่วนราชการคนอื่นๆหลบซ่อนอยู่เท่านั้น จึงพากันวิ่งไปที่คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เพื่อจะพบท่านเจ้าหลวงและขออาวุธ เมื่อมาถึงไม่พบท่านเจ้าหลวง พบแต่พระยาไชยสงครามและเจ้าราชบุตร ก็ทราบว่าท่านเจ้าหลวงหนีไปอยู่ที่ห้างบอมเบเบอร์ม่าแล้ว เมื่อไม่พบเจ้าหลวง พระยาไชยบูรณ์ ก็หนีต่อไปอีก โดยมีนายแม้นพนักงานอัยการติดตามไปด้วย ส่วนข้าราชการคนอื่นๆก็หลบหนีแยกไปคนละเส้นทาง 

    แล้วจึงให้นายแม้นไปเกณฑ์ชาวบ้านบ้านกาศมาต่อสู้กับพวกโจรเงี้ยวได้จำนวน 80 คน จึงนำชาวบ้านทั้งหมดเข้ายังเมืองแพร่ เพื่อจะพบกับพระยาราชฤทธานนท์แต่ไม่พบ ได้พบแต่เพียงนายน้อยขัด นายแคว่น (กำนัน) จึงได้ให้นายน้อยขัดไปที่บ้านพระยาพิไชยราชา เสนาตำแหน่งคลัง เพื่อสอบถามถึงกำลังพลและที่พักของพวกโจรเงี้ยว พระพิไชยราชาจึงแจ้งว่า อย่าได้ต่อสู้พวกเงี้ยวเลย ให้รีบหนีเอาตัวรอด เพราะพวกโจรเงี้ยวจะฆ่าแต่เฉพาะคนไทย (ภาคกลาง) เท่านั้น ส่วนคนพื้นเมืองนั้นโจรเงี้ยวจะไม่ทำร้าย ทำให้ชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาเกิดความความท้อแท้ แล้วต่างคนต่างก็แยกกันหนีไป โดยไม่ได้เกิดการต่อสู้แต่อย่างใด 

   ฝ่ายพระยาไชยบูรณ์ หลังจากนายแม้นไปเกณฑ์ชาวบ้านแล้ว เกรงว่าพวกโจรเงี้ยวจะมาพบเข้า จึงหนีไปทางบ้านร่องกาศ แต่กลับถูกแคว่น(กำนัน) และแก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ของบ้านร่องกาศจับตัวส่งให้พวกโจรเงี้ยว เนื่องด้วยเงี้ยวได้ตั้งบนขึ้นแก่ผู้ที่จับพระนยาราชฤทธานนท์มาส่งได้ เป็นเงิน 300 บาท และม้าอีก 2 ตัว 
เงี้ยวจึงนำตัวพระยาไชยบูรณ์ พร้อมกับพลตำรวจคนหนึ่งเข้ามาเมือง แต่พอถึงร่องแวง พวกโจรเงี้ยวก็ได้ฆ่าพลตำรวจเสียก่อน ส่วนพระยาไชยบูรณ์นั้น เมื่อมาถึงบ้านร่องคาว พวกโจรเงี้ยวก็ใช้ดาบฟัน 3 ครั้ง ครั้งแรกฟันถูกหู ครั้งที่สองฟันถูกตา ครั้งสุท้ายฟันถูกท้องจนถึงแก่ชีวิต ณ ที่นั่นเอง แล้วพวกโจรเงี้ยวตัดศีรษะพิงเสากระดานป้ายไว้ พระยาราชฤทธานนท์ถูกฆ่าตาย ในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 หลังจากนั้นเงี้ยวได้ฆ่าข้าราชการอีกหลายคน หลังจากนั้นพวกโจรเงี้ยวก็จัดแต่งตั้งหัวหน้าคุมไพร่พล ไปคอยดักด่านอยู่ที่เขาพลึง บ่อแก้ว ส่วนตัวพะกาหม่องนั้นคุมไพร่พลยกขึ้นไปตีเมืองลำปาง แต่ระหว่างการต่อสู้ตัวพะกาหม่องถูกปืนยิงตายในที่รบ พวกโจรเงี้ยวเลยแตกหนีกลับมาเมืองแพร่ ส่วนฝ่ายพวกโจรเงี้ยวที่ดักอยู่บนเขาพลึง ได้ปะทะกับกองทัพของพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (ผู้ว่าราชการเมืองพิชัย) ที่ตำบลโป่งอ้อ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2445 พวกโจรเงี้ยวเสียชีวิตไป 22 คน และบาดเจ็บอีกหลายคน ส่วนเงี้ยวทางบ้านบ่อแก้วเมื่อทราบข่าวว่าพวกของตนปะทะกองทัพพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรและพ่ายแพ้ ก็พากันหนีถอยกลับเข้าไปในเมืองแพร่(ติดตามตอนที่ 3 ในฉบับหน้า)






เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ




วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ตอนที่ 1 เกิดกบฎ

พระยาไชยบูรณ์



      พระยาไชยบูรณ์ เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองแพร่คนแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 (ร.ศ. 116) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเปลี่ยนการปกครองจากแบบเจ้าผู้ครองนครมาเป็นแบบเทศาภิบาล โดยลดอำนาจเจ้าผู้ครองนครลง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าหลวงกำกับเมืองมาช่วยราชการแผ่นดิน ที่เมืองแพร่ ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์อุดร (น้อยเทพวงศ์) เป็นเจ้าผู้ครองนครอยู่ โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่) มาเป็นข้าหลวงกำกับเมืองแพร่เป็นคนแรก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440 เรื่อยมา 

      เมื่อปี พ.ศ. 2444(ร.ศ. 121)เกิดเหตุการณ์เงี้ยว (ไตใหญ่) ซึ่งอยู่ในบังคับอังกฤษ ได้เข้ามาอาศัยทำมาหากินอยู่ในเมืองแพร่กลุ่มหนึ่งและพวกเงี้ยวที่มาจากเชียงตุงอีกกลุ่มหนึ่ง ได้สมคบกันก่อการจลาจล และได้จับข้าหลวงกำกับราชการเมืองแพร่ (คือ พระยาไชยบูรณ์) ตำรวจ และราษฎร์ชาวไทย (ภาคกลาง) ทั้งชายหญิงและเด็กฆ่าเสียอย่างทารุณ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ ศก 121 เวลาเช้า (ตรงกับ พ.ศ. 2445) โดยการนำของ 

      เงี้ยวพะกาหม่อม สล่าโป่ซาย จองแข่เป็นหัวหน้านำเงี้ยวประมาณ 500 คน เข้าตีโรงตำรวจนอกประตูชัย ไล่ฟันตำรวจ จนแตกตื่นหนีไปหมด โดยทันต่อสู้ไม่เพราะไม่ทันรู้ตัว มีตำรวจภูธรถูกฟัน 4 คน แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต ในขณะนั้นอำแดงคำภรรยาของนายร้อยตรีตาด ได้นำปืนไล่ยิงพวกโจรเงี้ยว ทำให้พวกโจรเงี้ยวโกธรแค้น จึงเอาดาบไล่ฟันอำแดงคำกับบุตรให้ตายด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็พากันเก็บเอาอาวุธปืนของหลวง พากันเข้าไปในเมืองผ่านทางประตูชัยเข้าไป เมื่อผ่านโรงไปรษณีย์โทรเลขก็เข้ายึดทำลายเครื่องโทรเลขโทรศัพท์ และเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดเพื่อป้องกันการแจ้งข่าว 

     ต่อมาพวกเงี้ยวได้เข้าปล้นยังบ้านพระไชยบูรณ์ ทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้นมีบ่าวไพร่เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนพระไชยบูรณ์และลูกแม่หลบหนีไปได้ พวกเงี้ยวปล้นเงินหลวงไปได้จำนวน 3,9000 บาท และได้ทำลายเอกสารทางราชการที่สำคัญเสียหายทั้งหมด แล้วจึงคุมไพร่พลเงี้ยวไปตั้งยังที่ว่าการจังหวัดแพร่ และได้แบ่งพลเงี้ยวออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ปล้นทรัพย์สินในสถานที่ราชการต่างๆ เมื่อถึงเรือนก็ได้ทำการยึดและปล่อยนักโทษออกเป็นอิสระ นักโทษจึงเข้าสมทบกับพวกเงี้ยวและร่วมกันปล้นเพื่อเอาทรัพย์สิน และในวันเดียวกันราวบ่าย 3 โมง พวกเงี้ยวได้เข้าควบุคมตัว เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ และเจ้านายอื่นๆ มีเจ้าราชวงศ์ เจ้าบุรี เจ้าราชบุตร พระวังซ้าย พะวิไชยราชา พระคำลือ พระไชยสงคราม พระเมืองไชย ไปยังสนามที่ว่าการจังหวัดแพร่ แล้วบังคับให้เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ และเจ้านยที่จับกุมตัวไปนั้น ทำหนังสือปฏิญาณต่อกันไว้ มีใจความว่า 

1.เดิมเมื่อปี ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) มีพระไชยบูรณ์ มาเป็นข้าหลวงประจำเมืองแพร่ ได้ทำการกดขี่ข่มเหงบรรดาพวกเจ้านายแลราษฎรแลพวกลูกค้า มีพม่า ต้องซู่ เงี้ยว ที่เข้ามาอาศัยแขวงเมือง ได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก
2. ครั้นถึงวันที่ 25 กรกฎาคม ศกนี้ (พ.ศ. 2445) มีพวกลูกค้าทั้งหลายได้คบคิดกันมาปราบปรามกำจัดพวกข้าหลวงไทยแตกหนีไปจากเมืองแล้ว
3. เจ้านายกรมการ พร้อมด้วยลูกค้า ได้พร้อมใจกันมอบบ้านเวนเมืองคืนถวายไว้กับเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ให้เป็นเจ้าปกครองบ้านเมืองต่อไป
4. ต่อไปเมื่อหน้าถ้าบังเกิดศึกทางฝ่ายใดขึ้นมาเวลาใดก็ดี เจ้านายกรมการและลูกค้าที่มีชื่ออยู่ท้ายหนังสือนี้ ต้องช่วยกันปราบปรามข้าศึกศัตรูด้วยเต็มกำลังทั้งสองฝ่าย(ติดตามตอนที่ 2 ฉบับหน้า) 



เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ