แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัฒนธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ศาลหลักเมือง ตอนที่ 1




      ศาลหลักเมือง คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ตั้งของหลักเมือง ซึ่งตามธรรมเนียมพิธีของศาสนาพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น ประเทศไทย เชื่อว่าทำมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเรื่องเล่ากันว่า พิธีสร้างเมืองต้องฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมืองและเสาหลักเมือง คือ ต้องเอาคนมาฝังในหลุม เพื่อให้เฝ้าบ้านเมือง ซึ่ง จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "เป็นเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ไม่มีบันทึกในพงศาวดาร ไม่น่าจะเป็นไปได้ คงจะเป็นเพียงเรื่องเล่ามาจากนิทานที่เล่าสืบต่อกันมา เหมือนกับการโล้ชิงช้าที่เล่ากันว่าพราหมณ์ตกลงมา ก็ให้ฝังไว้ตรงเสาชิงช้า

     เมืองแพร่เองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชื่อประตูมารว่ามาจากการฝังคนท้องมานไว้ที่ประตูนั้น แต่ในเรื่องเล่านั้น เรียกว่า พิธีเบิกประตูเวียง ตามความเชื่อว่าการสร้างเวียงใหม่ ต้องทำ "ประตูบาก" ไว้ประตูหนึ่ง โดยจะมีพิธีประหารผู้มีชะตาถึงฆาต เพื่อให้วิญญาณรักษาประตูแห่งนี้ไว้ ไม่ใช่การฝังอาถรรพ์ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวเกี่ยวกับชื่อของประตูด้านทิศใต้ของเวียงแพร่แห่งนี้ ก็มีการเสนอที่มาอื่นอีก เช่น คำว่า "มาร" คงหมายถึง สิ่งล้างผลาญคุณความดีเป็นมาร ๕ คือ กิเลสมาร, ขันฑมาร, เทวปุตตมาร, อภิสังขารมาร, มัจจุราชมาร และเทพประจำทิศใต้มีท้าววิรุฬหก (กุมภัณฑ์ จอมเทวดา) มหาราชเป็นผู้ปกครองและเป็นใหญ่ทางทิศใต้ ตามความเชื่อในเรื่อง "ต้าวทั้งสี่" หรืออีกด้านหนึ่ง มีการเสนอว่า "ประตูมาร" มาจากการเป็นประตูที่เป็นเส้นทางออกจากเวียงแพร่ มุ่งไปสู่เมืองมาน ซึ่งเป็นเมืองด่านด้านทิศใต้ แต่ยังไม่มีหลักฐานปรากฏว่า เมื่อครั้งสร้างเมืองแพร่มีการฝังเสาหลักเมืองเหมือนกรุงเทพฯ หรือเสาอินทขิลเหมือนอย่างเมืองเชียงใหม่

     สำหรับศาลและเสาหลักเมืองแพร่ในปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่บนถนนคุ้มเดิม เยื้องจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เข้าใจว่าศาลหลักเมืองแพร่สร้างในครั้งแรก­พร้อมกับการสร้างเมืองแพร่ มีหลักเมืองเดิมเป็นรูปใบเสมา เรียกกันว่า ศิลาจารึกศาลหลักเมืองแพร่ ถูกนำมาไว้ใจกลางเมือง ซึ่งถือว่าเป็น สะดือ เดิมมีสภาพเป็นพื้นที่ร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นที่ตั้งของศาลเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ตูบผี ต่อมาพื้นที่นี้ได้ถูกถางตัดต้นไม้ใหญ่ออก และนำเอาหลักศิลาจารึกที่พบหลักหนึ่ง(ในวัดร้างศรีบุญเริง ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณเรือนจำจังหวัดแพร่) ยึดถือเป็นหลักเมืองแพร่ ภายหลังจึงได้มีการสร้างศาลหลักเมืองเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขึ้น เป็นหลักใหม่สร้างตามนโยบายมหาดไทย ปี ๒๕๓๕ ติดตามต่อตอนที่ 2


วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

ไทลื้อ อัตลักษณ์บ้านถิ่น เมืองแพร่





      ชุมชนบ้านถิ่น ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองแพร่ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 7 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ทางด้านตะวันออกเป็นภูเขาสูง ประชากรที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายไตลื้อ สันนิษฐานว่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ประมาณปี พ.ศ.2330 เจ้ามังไชย เจ้าเมืองแพร่ ได้ร่วมรบกับเจ้าเมืองน่านที่เชียงรุ่ง สิบสองปันนา ได้มีการกวาดต้อนชาวไทลื้อมาไว้ที่เมืองแพร่ และคนยองบ้านถิ่นก็หนีภัยสงครามโดยอพยพมาจากเมืองลำพูน ป่าซาง(ลื้อเมืองยอง) ในสมัยที่เกิดมีข้าศึกรุกรานเมืองเชียงใหม่และลำพูนเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขต เดียวกับเมืองเชียงใหม่ จึงถูกรุกรานไปด้วยชนเผ่าลื้อยองเป็นชนที่รักความสงบ ไม่ชอบมีเรื่องราวยุ่งกับใคร จึงเกิดมีคนในเผ่าบางส่วนประมาณ 30-50 คน ได้รวมกันอพยพหนีการรุกรานมาทางเมืองโกศัย (แพร่) มาพบสถานที่ ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณบ้านถิ่นปัจจุบัน จึงตั้งรกรากประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่อย่างสงบจนมีประชากรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เมื่อมีคนหมู่มากเกิดขึ้น จึงเกิดมีปัญหาตามมามากมายหลายอย่าง ต้องมีหัวหน้าเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

     ชาวบ้านได้ขยายอาณาเขตการทำมาหากินและที่อยู่อาศัยกว้างขวางมากขึ้น จึงแยกการปกครองออกเป็นแคว่น ๆเช่น แคว่นบ้านเหล่าเหนือ แคว่นบ้านเหล่าใต้ แคว่นบ้านเหล่ากลาง แคว่นบ้านใน แต่ละแคว่นมีหัวหน้าคอยดูแลแคว่นของตนเองเรียกว่า “หลักบ้าน”(ผู้ใหญ่)และถ้าแคว่นใด มีประชากรหนาแน่นก็ตั้งให้หัวหน้าแคว่นใหญ่ ซึ่งเลือกจากคนสูงอายุ และเป็นที่เคารพนับถือของทุกแคว่น เป็น “ปู่แคว่น” (กำนัน) สมัยก่อน การเลือกกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นประชาธิปไตย ชาวบ้านคัดเลือกกันเองไม่มีคนอาสา ไม่มีการสมัครกันล่วงหน้า ไม่มีใครอยากเป็นหลัก เป็นแคว่น เพราะเมื่อเป็นแล้ว “มีคนรักเท่าผืนหนัง มีคนชังเท่าผืนเสื่อ” แรกเริ่มเดิมทีนั้น บ้านถิ่นมีเพียงหมู่บ้านเดียวคือทั้งหมดคือหมู่ที่ ๑ ต่อมามีประชากรมากขึ้น ก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายหมู่บ้านเป็นหมู่2 หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 5 หมู่ 6 หมู่ 7 และหมู่ 8 ตามลำดับ (หมู่ 4- 6 -10) เรียกว่าบ้านโป่งศรีเป็นไทล้านนา

ที่มาข้อมูลอ้างอิง http://www.banthin.go.th/social.php ,ททท.สำนักงานแพร่


เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
083-7373307

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เฮือนเย็น




      เฮือนเย็น เป็นหนึ่งในความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่เชื่อมโยงพิธีกรรม ความเชื่อ ศาสนา ไสยศาสตร์และชุมชนไว้ด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมแก่ผู้เสียชีวิตที่ผู้ยังมีชีวิตได้ร่วมกันกระทำให้เป็นการแสดงความห่วงใยที่ปัจจุบันได้จางหายไปจากสังคม จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่ากันว่า หากมีการเสียชีวิตที่ผิดแปลกจากธรรมดาอย่าง เช่น นอนหลับตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ผู้ตายเป็นคนแข็งแรง ชาวบ้านจะช่วยกันตะโกนเรียกชื่อของผู้เสียชีวิตดังๆ โดยจะตะโกนกันเป็นทอดๆ เพื่อเรียกขวัญของผู้ตายให้กลับคืนสู่ร่าง บางคนก็จะทำการทุบบ้านตีฝา เพื่อเรียกหรือปลุกผีหอผีเฮือนให้ช่วยตามหาขวัญของผู้ตายอีกที่ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมี “ขวัญ” อยู่ประจำชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิด ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็จะเป็นสิริมงคลอยู่เป็นสุขสบาย มีจิตใจมั่นคง แต่ถ้าตกใจหรือเสียขวัญ ขวัญก็จะออกจากร่างไป ซึ่งเรียกว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น ซึ่งหากขวัญไม่กลับเข้าร่างก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

      ดังนั้นก่อนพิธีณาปณกิจญาติผู้เสียชีวิตจะไม่ตอกฝาโลงศพหรือฉีดน้ำยาฟอร์มารีนเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าขวัญอาจตกหล่นอยู่ที่ไหนสักแหล่งและกำลังหาทางกลับเข้าร่างอยู่ และถ้าหากครบวันสวดอภิธรรมศพตามกำหนดแล้วก็จะถือว่าผู้ตายได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ซึ่งในระหว่างมีศพตั้งสวดบำเพ็ญกุศลอยู่นั้นชาวบ้านจะเรียกเฮือนหลังนั้นว่า “เฮือนศพ”จนกว่าจะมีการนำผู้ตายไปเผาศพเสร็จสิ้น เฮือนที่จัดงานศพนั้นชาวบ้านก็จะเปลี่ยนมาเรียกว่า “เฮือนเย็น” แทนเนื่องจากในขณะที่มีงานอยู่นั้นจะมีเสียงผู้คุยกันตลอดเวลาจากการจัดงานศพ แต่หลังจากเผาศพแล้วบเฮือนที่จัดงานก็จะมีแต่ความเสียใจและเศร้าโศกของญาติพี่น้องที่ได้สูญเสียคนในครอบครัวไป เฮือนก็จะเงียบเหงาเยือกเย็นจริงๆ ญาติพี่น้องและบ้านใกล้เรือนเคียงก็จะมาอยู่เป็นเพื่อน ระบายทุกข์ในใจให้คลายความเศร้าห่างหาย โดยพวกผู้หญิงก็จะทำขนมเล็กๆน้อยๆมานั่งกินกันปรับทุกข์กันไป วางแผนการใช้ชีวิตใหม่เพื่อให้อยู่คงอยู่ดำรงชีวิตต่อไป ซึ่งจะทำเช่นนี้เป็นเวลาเจ็ดวันจน “ออกกรรม” เฮือนเย็นที่มีแต่ความเสียใจ ก็จะถือว่าเป็นการสิ้นสุดความโศกเศร้าเสียใจ ผู้คนก็จะกลับมาใช้ชีวิตต่อไป....มันก็เป็นจะอี้เอง......


ขอบคุณข้อมูล “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด”,ผะญา ล้านนา gotoknowและรูปภาพประกอบจาก Google

เขียนและเรียบเรียงโดย
นายคมสัน   หน่อคำ
083-7373307