แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าแดง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ป่าแดง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รถโดยสารคันแรกของเมืองแพร่

สำหรับสถานที่ถ่ายภาพ คือสะพานบ้านร่องแวง(ขัวร่องแวง) ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่



     รถโดยสารแรกของเมืองแพร่ เป็นรถยนต์ยี่ห้อตระกูล Ford ตราหมา ชนิด4สูบ เป็นเครื่องยนต์เบนซินสตาร์ทมือแบบมือหมุนที่มูเล่ย์ สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษในราคา 4,000 บาท ประมาณปี พ.ศ.2481 (ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) หมายเลขทะเบียน พร.0018 สามารถจุผู้โดยสารได้ 14 คน ค่ารถหรือค่าโดยสารมี 2 ราคา คือ นั่งหน้าข้างคนขับได้ 2 คน ค่ารถคนละยี่สิบสตางค์ ซึ่งคนนั่งหน้าจะได้ชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองฝั่งของเส้นทาง ธรรมชาติอันเป็นป่าไม้ทีเขียวชะอุมหนาทึบ บางครั้งอาจมีสัตว์ป่า เช่น หมูป่า เลียงผา เก้ง งูเหลือม และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถเพื่อไปหาแหล่งน้ำที่มีอยู่ตลอดสองข้างทาง ส่วนด้านหลังสามารถให้ผู้โดยสารนั่งได้สองแถวๆละ 6 คน ราคาค่าโดยสารคนละสิบสองสตางค์หรือหนึ่งเฟื้อง 

     รถจะวิ่งสายในเวียง –ป่าแดง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร ให้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อรถวิ่งมาได้ครึ่งทางก็จะแวะพักที่ศาลาหม่องโพเส็ง เพื่อให้ผู้โดยสารดื่มน้ำ –ปัสสาวะเข้าห้องน้ำและทำธุระส่วนตัว แล้วจึงวิ่งต่อไปถึงตำบลป่าแดง และวัดพระธาตุช่อแฮ โดยขากลับก็จะบรรทุกเมี่ยงไปส่งในเวียงด้วย เพื่อไม่ให้รถวิ่งเสียเที่ยวเปล่า วันหนึ่งจะวิ่ง 2 เที่ยว คือเที่ยวเช้าและเที่ยวบ่าย ย้อนหลังไปสมัยนั้นราคาน้ำมันลิตรละ 0.20 สตางค์ ถังน้ำมันจุได้ 50ลิตร เติมเต็มถังเพียง 10 บาทเท่านั้น(ปัจจุบัน พ.ศ. 2561-2481= 80 ปี) โดยคุณชาลี หรรษ์ภิญโญ บุตรเจ้าของรถเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เตี่ยเลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อ FORD เพราะเป็นรถที่สำบุกสำบัน แรงดีเยี่ยม ขึ้นดอยแรงไม่มีตก วิ่งทางราบประหยัดน้ำมันดี อะไหล่ก็หาง่ายและดัดแปลงได้เมื่อภาวะคับขัน เช่น ซี่ล้อรถเมื่อหัก ก็หาไม้แดงเปลี่ยนแทนได้วิ่งหาสตางค์ได้ ไม่ต้องเสียเวลา แตรรถยนต์ก็เป็นแตรยางใช้บีบไม่เปลืองไฟสะดวกดี 

     สำหรับสถานที่ถ่ายภาพ คือสะพานบ้านร่องแวง(ขัวร่องแวง) ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2481 เป็นช่วงปีใหม่ไทย นายกิติพงษ์ หรรษภิญโญ(แซ่ห่าน) เจ้าของรถยนต์ คนที่สองนับจากซ้ายมือในรูป ได้พาครอบครัวและญาติๆไปเที่ยวชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดแพร่ แม่น้ำยม พระยาไชยบูรณ์ และสะพานร่องแวง สะพานไม้ที่สร้างด้วยไม้สักเกือบทั้งหมด เชื่อมระหว่างตัวในเวียงกับอำเภอสูงเม่นและอำเภอเด่นชัย โดยหลังจากถ่ายภาพแล้วนายกิติพงษ์ ได้สอนลูกๆว่าสายลำน้ำยมเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงคนเมืองแพร่ให้ได้ดื่มกิน เพาะปลูก อุปโภคบริโภค จึงควรค่าแก่การรักษาดูแลและส่งต่อแก่คนรุ่นหลังต่อไป 

ขอบคุณข้อมูลจาก นายชาลี หรรษ์ภิญโญ ผู้จัดการการไฟฟ้าจังหวัดน่าน เจ้าของเรื่อง ,สภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ อวดเก่า แพร่ย้อนยุค เมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2011 

ข้อมูลประกอบภาพ บุคคลในภาพ 1.นายท้ายรถ (คนเก็บสตางค์ค่าโดยสาร) 2..นายกิติพงษ์ หรร์ภิญโญ (เจ้าของรถ)เป็นคนจีนไหหลำ มาตั้งรกรากที่เมืองแพร่ ได้แต่งงานกับแม่ตุ่นแก้ว หรรษภิญโญ (แผ่นทอง) มีลูก 11 คน ชาย 5 คน หญิง 6 คน 3.สามีแม่นางป๋อก (คนพม่า) 4.คนจีนค้าขาย (ไหหลำ) 5.บุตรชาย 6.ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 7.ผู้ใหญ่บ้าน 







เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ประเพณีไหว้สาพระธาตุช่อแฮ



     พระธาตุ คือ ??? หลายท่านคงทราบว่า ธาตุ คือ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคน (ทั้งส่วนที่เป็นกระดูกและอวัยวะภายในอื่น)ที่เหลือจากการถูกเผา ที่เห็นชัดก็คือกระดูกของคนที่เหลือจากการถูกเผาแล้ว ซึ่ง "พระธาตุ" มีความหมายเหมือนกับคำว่า "ธาตุ" แต่มีข้อพิเศษออกไปก็คือเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคนที่บรรลุธรรม มีจิตใจบริสุทธิ์หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ซึ่งเหลือจากการถูกเผา บางทีเรียกว่า "พระอรหันตธาตุ" พระสาวก สาวิกาของพระพุทธเจ้า(หมายรวมถึง พระปัจเจกพุทธเจ้า และอุบาสก อุบาสิกาผู้เป็นอรหันต์ด้วย)

     ส่วน "พระบรมสารีริกธาตุ" หมายถึง พระธาตุที่เป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปูชนียธาตุอังทรงคุณค่าอย่างสูงสุดในโลกสำหรับพุทธศาสนิกชน เกิดจากการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้าภายหลังจากที่ได้ทรงดับขันธ์ปรินิพพาน ส่วนพระธาตุที่เป็นของพระอรหันตสาวกจะเรียกว่า "พระธาตุหรือพระอรหันตสาวกธาตุ"

     จากตำนานกล่าวว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเล็งเห็นว่า พระองค์มีเวลาปฏิบัติพุทธกิจเพียง ๔๕ ปี ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ศาสนาของพระองค์ยังไม่แพร่หลายและหมู่สัตว์ทั้งหลายเกิดมาไม่ทันสมัยพระองค์มีมากนัก หากได้อัฐิธาตุของพระองค์ไปอุปัฏฐากบูชา จะได้บุญกุศลเป็นอันมากจึงทรงอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุ ของพระองค์แตกย่อยออกเป็น ๓ สัณฐาน ยกเว้นธาตุทั้ง ๗ ประการ คือกระดูกหน้าผาก ๑ (พระนลาฏ) พระเขี้ยวแก้ว ๔ และกระดูกไหปลาร้า ๒ (พระรากขวัญ) นอกจากนั้นให้กระจายไปทั่วทุกสารทิศเพื่อยังประโยชน์แก่หมู่สัตว์โลกต่อไป

     จังหวัดแพร่ก็มีพระธาตุช่อแฮ พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดแพร่และเป็นพระธาตุประจำปีเกิดสำหรับคนที่เกิดปีเสือ (ปีขาล) ที่มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้และเคารพบูชา โดยตำนานกล่าวถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าครั้งเมื่อเสด็จมาถึงเมืองพล (เมืองแพร่)ได้ประทับ ณ ดอยโกสัยธชัคคะบรรพต ขณะนั้นมีหัวหน้าชาวลั๊วะนามว่า ขุนลั๊วะอ้ายค้อม (อ่านว่า "ก้อม" ) ได้มากราบไหว้พระพุทธเจ้าที่บนดอยนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ขุนลั๊วะอ้ายค้อมเห็น เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่ร่มรื่น เหมาะสมที่จะตั้งเป็นสถานที่ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุที่ระลึกโดยเอาเส้นพระเกศาเส้นหนึ่งให้แก่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมไว้ มีรับสั่งให้เอาเส้นพระเกศานี้ไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ และพระองค์ทรงมีรับสั่งอีกว่าเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ให้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุพระศอกข้างซ้ายมาบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้ และต่อไปภายหน้าจะได้ชื่อว่าเมืองแพร่ โดยเป็นเมืองใหญ่ที่ซึ่งพระองค์เคยเสด็จประทับนั่ง ณ ใต้ต้นหมากนี้ เมื่อทรงทำนายแล้วก็เสด็จจาริกไปยังเมืองต่าง ๆ ที่ทรงเห็นว่าควรจะเป็นที่ตั้งพระธาตุได้ จากนั้นจึงเสด็จกลับไปยังพระเชตวันอารามและหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 218 ปี ตรงกับสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราชและพระอรหันต์ทั้งปวงได้ร่วมกันอธิษฐานว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น เคยเสด็จไปยังถิ่นฐานบ้านเมืองหลายแห่ง แล้วทรงหมายสถานที่ที่ควรจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้

     จึงขออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ได้บรรจุในโกศที่เตรียมไว้นั้นไปสถิตอยู่ในสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงหมายไว้นั้นเถิด เมื่ออธิษฐานแล้วพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายก็เสด็จออกจากโกศโดยทางอากาศไปตั้งอยู่ที่แห่งนั้น ๆ ทุกแห่ง ส่วนพระบรมสารีริกธาตุเหลืออยู่ พระอรหันต์ทั้งปวงก็อัญเชิญไปบรรจุในพระเจดีย์ 84,000 องค์นั้น แล้วประกาศแก่เทวดาทั้งหลายให้พิทักษ์รักษาตลอดไป จนกว่าจะหมดอายุแห่พระพุทธศาสนา 5,000 พระวัสสา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระธาตุช่อแฮ เป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และได้ประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน เล่มที่ 97 ตอนที่ 159 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2523

     สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดีซึ่งทอจากสิบสองปันนาที่ชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ บ้างก็ว่ามาจากผ้าแพรที่ขุนลัวะอ้ายก๊อมนำมาถวาย ทุกปีจะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 9 ค่ำ- ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ไต้ (ประมาณเดือนมีนาคม) ของทุกปีซึ่งถือว่าการจัดงานไหว้พระธาตุช่อแฮ ยึดถือตามจันทรคติเป็นหลัก และขอเชิญเที่ยว



     "งานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2558" ในระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2558 ณ วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อ.เมือง จ.แพร่ ชมขบวนแห่เครื่องสักการะ ขบวนช้างเจ้าหลวง ขบวนแห่จาก 8 อำเภอของจังหวัดแพร่ ชมการแสดงทางวัฒนธรรม มหรสพสมโภช สวนสนุก การแสดงดนตรีศิลปินดังมากมาย เลือกซื้อสินค้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าราคาถูกจากโรงงาน ไหว้พระ ขอพร เสริมสิริมงคล ร่วมทำบุญตักบาตร ทำบุญบูรณะศาลาบาตร และเวียนเทียนวันมาฆบูชาในคืนเป็งปุ๊ด

อย่าลืม 26 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2558 เที่ยวงานประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง //
(ปัจจุบัน 12 ก.พ. 2561 ประเพณีได้เปลี่ยนแปลงไปตามวันเวลา)


เรียบเรียงโดย คมสัน หน่อคำ 083-7373307