แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ผีโพง

 


        คนที่โดนผีโพงเข้าสิงนั้นผีจะสิงร่างนั้นตลอด คนที่โดนผีโพงสิงมักจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองโดนสิง ผีโพงนั้นจะมีรูปร่างเหมือนคนทุกประการ แต่มีแสงไฟออกจากจมูก จะมีอยู่สามสี คือ สีแดง สีม่วง และสีเขียว ส่วนอาหาร ผีโพงจะชอบกินเมือกกบ เมือกเขียด แล้วก็คลายทิ้ง กบ เขียดนั้นก็จะตาย 

        คนในสมัยก่อนเล่าต่อๆกันมาว่า ก่อนออกไปหากิน ผีโพงจะเอาจมูกไปเสียดสีกับบันไดบ้านให้แดงก่อนออกไปหากิน พอใกล้สว่างก็จะกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม คนที่มีคาถาอาคมสมัยก่อน ถ้าสงสัยว่าใครเป็นผีโพง ก็จะร่ายคาถา แล้วกลับบันไดบ้านของผีโพง เมื่อผีโพงกลับมาที่บ้าน ก็เห็นว่าบ้านเป็นของตนเอง แต่ถ้าบันไดไม่ใช่ มันก็เดินวนเวียนอยู่หน้าบ้านและจะเข้าบ้านไม่ได้จนรุ่งเช้า เมื่อมีคนมาพบเห็นเข้าก็จะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นผีโพง คนที่เป็นผีโพงก็จะอับอาย หรืออาจหลบหนี้ไปอยู่ที่อื่น แต่ถ้าผีโพงรู้ว่าใครแกล้งมัน มันก็จะอาฆาตแค้น เมื่อคนที่ร้ายมันพลังอ่อนลง มันก็จะกลับมาแก้แค้น โดยเอาก้านกล้วยแม่หม้ายพุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน ทำให้คนที่อยู่ในบ้านเจ็บป่วย หรือตายหมดทั้งบ้าน 
ผีโพงจะเป็นตอนกลางคืน ช่วงที่ชาวบ้านพบเห็นบ่อยจะอยู่ในช่วงฤดูฝน ช่วงตอนฝนตกมักจะเห็นแสงสว่างสีแดง ม่วง เขียว ที่จะสว่างแถวกลางทุ่งนาแล้วดับ แล้วก็ไปสว่างแล้วดับอีก ไปเรื่อยๆบางก็เล่าว่าจะมีแสงไฟตกจากจมูก
เหมือนหยดน้ำด้วย ถ้าตามรอยผีโพงไปก็จะเจอกับ กบ เขียด ที่จะนอนตายตัวแข็งตามท้องนา ถ้าหากว่าคนไปเจอกับผีโพงเข้า แล้วเห็นว่าผีโพงนั้นเป็นใคร มันมักจะบอกว่า มันเป็นวิบากกรรมของมัน ที่ต้องมาชดใช้กรรมแบบนี้และอ้อนวอนอย่าให้บอกใคร แล้วผีโพงก็จะเสก ใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐหรือถ่านมี่(ถ่านมี่ คือถ่านสีดำที่ใช้ก่อกองไฟในครัว)ให้กลายเป็นทองคำและเอาจ้างคนที่พบเห็น เพื่อที่จะไม่ให้บอกใคร ถ้าไม่รับปากหรือไม่รับทองคำนั้นมา ผีโพงก็จะทำร้ายหรือทำให้เรากลายเป็นผีโพงเหมือนมัน
เมื่อรับทองคำนั้นมาแล้ว ตอนเช้าทองคำนั้นก็จะกลายเป็นใบไม้ ก้อนหิน ก้อนอิฐหรือถ่านมี่เหมือนเดิม คนที่พบเห็นจะต้องเก็บนี้เป็นความลับ แต่ถ้าจะบอกกับผู้อื่นก็ห้ามพูดชื่อว่าใครเป็นผีโพงหรือเกิดพูดชื่อออกไป ผีโพงจะมีญาณรับรู้ได้ทันทีว่าเราเอาความลับของมันไปบอกคนอื่น มันก็จะตามมาทำร้ายเราที่บ้านโดยใช้ก้านกล้วยแม่หม้าย (ก้านกล้วยแม่หม้าย คือก้านกล้วยที่เอาใบตองออกแล้ว เหลือใบตองส่วนปลายไว้นิดหน่อย) พุ่งข้ามหลังคา หรือใต้ถุนบ้าน 
ฉะนั้นในคนสมัยก่อนมักจะบอกให้เราฟันก้านกล้วย ออกสอง 2 ท่อน หรือหลายๆท่อน เพื่อที่จะไม่ให้ผีโพงนั้นนำไปใช้ได้อีก
ที่มา:http://lannaghost.blogspot.com
แถมเด้อ ผีปุ้งส้าว (ผีพุ่งส้าว) ลักษณะ: เป็นแสง เหมือนดาวตก แต่จะมีลักษณะเป็นเส้นยาวแสงนั้นจะเป็นแสงสีแดง เขียว หรือขาว คนสมัยก่อนเล่าว่า ผีปุ้งส้าว คือดวงวิญญาณที่จะมาเกิดบนโลกมนุษย์ถ้ามีคนเห็นแล้วห้ามทัก ถ้าทักแล้วผีปุ้งส้าวก็จะไม่เกิดในท้องคน แต่จะไปเกิดในท้องสัตว์เดรัจฉานแทน


วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ย่ำขาง นวดแก้เมื่อยล้านนา เรียบเรียงโดย นายคมสัน หน่อคำ


ย่ำขาง เป็นวิธีการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดทางร่างกาย  สำหรับวิธีการรักษานั้น หมอเมืองจะใช้เท้าชุบน้ำยา เช่น น้ำไพลและน้ำมันงา  แล้วย่ำบนขางหรือผาลที่เผาไฟจนร้อนแดงแล้วจึงย่ำบนร่างกายของผู้ป่วย บริเวณที่มีอาการเจ็บปวด   พร้อมทั้งเสกคาถาอาคมกำกับด้วย  ในอดีตหมอเมืองจะใช้เท้าย่ำรักษาส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งศีรษะด้วย แต่ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นใช้มือหรือลูกประคบนวดในส่วนของศีรษะแทน   ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังคงใช้เท้าย่ำเหมือนเดิม  หมอเมืองที่รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการย่ำขางเรียกว่า “หมอย่ำขาง”

          สำหรับ “ขาง” คือผาลไถ สำหรับใช้ไถนา ขนาดประมาณ 8X6 นิ้ว ปลายแหลม เป็นโลหะเหล็กผสมพลวงที่นำไปหล่อเป็นใบขาง เนื่องจากขางเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการไถนาที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่ามีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะสามารถไถนาปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งโลกได้ อีกทั้งมีคุณสมบัติไม่เป็นสนิมง่ายและในตัวขางมีแร่ธาตุบางชนิดที่เป็นตัวยาสามรถใช้รักษาโรคได้ ในสมัยก่อนหากเด็กมีอาการเจ็บปากเจ็บลิ้น จะนำขางที่เผาแล้วไปแช่น้ำให้เด็กดื่ม ทำให้อาการเจ็บป่วยนั้นหายได้ หมอเมืองบางคนเชื่อว่า ความร้อนจากขางจะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายผู้ป่วยได้ลึกกว่าการใช้โลหะอย่างอื่น ในอดีตมีการใช้ขางรักษาหลายวิธี เช่น “ย่ำขาง” คือการเอาเท้าชุบน้ำยาแล้วไปย่ำหรือวางบนขางที่เผาจนร้อนแดงแล้ว ไปย่ำบริเวณร่างกายผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด การรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบัน, “ปึ๊ขาง” คือ การเป่าหรือการพ่นน้ำยา  ลงบนขางที่เผาจนร้องแดง ทำให้ไอน้ำพุ่งไปประทะกับร่างกายผู้ป่วย บริเวณที่มีอาการเจ็บปวด, “จู้ขาง” คือ การเอาห่อยาสมุนไพรชุบน้ำยา มาวางบนขางแล้วเอาไปประคบบริเวณร่างกายผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวด

กลุ่มอาการหรือโรคที่สามารถบำบัดรักษาด้วยวิธีการย่ำขางได้แก่ กลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดเอ็น ปวดกระดูก กล้ามเนื้อรีบ หรือเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่เจอ แต่มีอาการปวด อาการชาตามเนื้อตัว บริเวณหลัง เอว สะโพก หรือตามลำกล้ามเนื้อ ในกลุ่มอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากธาตุลมติดขัดทำให้เส้นเอ็นกล้ามเนื้อตึงแข็งย่ำให้เลือดลมมาปรกติ ในสตรีบางรายที่ปวดประจำเดือน และมาไม่ปรกติ ( ข้อห้ามในการย่ำขาง ห้ามย่ำสตรีมีครรภ์ และขณะมีประจำเดือนหรือผู้ที่มีการผ่าตัดร่างกาย โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคปอด โรคหืด และผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้นสูง )

 

          เมื่อรักษาด้วยการย่ำขางเสร็จแล้ว หมอเมืองก็จะบอกให้ผู้ป่วยต้องยึดถือข้อห้าม  เพื่อให้อาการเจ็บป่วยหายเร็วขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาการกินที่หมอย่ำขางเชื่อว่าเป็นของแสลงซึ่งจะทำให้ ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดและจะกลับมาเป็นซ้ำอีก ได้แก่ หน่อไม้ ผักชะเอม บอน ทุเรียน ไข่ เนื้อไก่ เนื้อวัว ปลาไหล ของหมักดอง หอย ปลาไม่มีเกล็ด และกบ




 

ที่มาข้อมูล มูลนิธิโครงการหลวง,อาศรมศรมงคล,สมาพันธ์การแพทย์แผนไทยล้านนา


 

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

ลาบเมือง

 

ลาบ เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า ลาภ ที่มีความหมายว่า สมบัติ กำไร การได้ การมี ตามความเชื่อของคนไทยแล้วคือ การได้กินลาบ ในวันมงคลก็เหมือนได้โชคลาภ โดยเฉพาะชาวเหนือและชาวอีสาน ลาบคืออาหารระดับอาหารเหลา ไม่ว่ามีงานอะไรชาวเหนือก็จะทำลาบมาเลี้ยงหรือตอนรับแขกที่มางาน  ลาบเหนือนั้นต่างจากลาบอีสานเพราะมีมะแขว่นเป็นตัวชูโรงให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่ใครได้ลิ้มลองต้องติดใจ เหมือนลาบอีสานที่มีข้าวคั่วเมื่อใส่แล้วก็จะมีกลิ่นและรสหอมชวนเปิบกับข้าวเหนียวกันจนพุงกาง

ลาบเหนือ นิยมทำมาจากเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย  เนื้อปลาและเนื้อสัตว์อื่นๆโดยมีกรรมวิธีทำ คือ อันดับแรก. หั่นเนื้อสัตว์เป็นชิ้นเล็กๆ สับเนื้อสัตว์ขณะที่สับให้ใส่เลือดสัตว์ลงสับด้วยทีละน้อย สับเนื้อสัตว์จนกระทั่งหมูละเอียดและนิ่ม  หั่นเครื่องในหมูต้มและหนังหมูต้มเป็นชิ้นบางๆ ผสมเลือดหมู น้ำต้มเครื่องในหมู พริกลาบ คนให้เข้ากัน  ใส่เนื้อสัตว์สับละเอียดลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่เครื่องในหมูและหนังหมู   ใส่ผักไผ่(ผักพว)ซอย และผักชีต้นหอมซอย คลุกเคล้าให้เข้ากันโดยใช้พริกลาบเป็นเครื่องปรุงหลัก และที่สำคัญลาบเมืองแท้จะไม่ใช้น้ำปลา แต่จะใช้เกลือแทนความเค็มจากน้ำปลาเพราะน้ำปลาจะทำให้เนื้อสัตว์คาว และถ้าได้เกลือเม็ดเนื้อสัตว์ก็จะมีรสหวานกลมกล่อมยิ่งขึ้น

เหมือนคนเนื้อสัตว์เข้ากับเครื่องทั้งหมด  ก็จะใส่เลือดสัตว์สดๆเพิ่มโดยผ่านการคั้นด้วยใบตะไคร้เพื่อดับกลิ่นคาวและเพิ่มกลิ่นหอมลงไปคลุก ทำให้ลาบมีสีแดงน่ากิน

 ลาบเมืองต้องผักกับ เช่น ผัก กระหล่ำ ถั่วฝักยาว มะเขือกรอบ ผักคาวตอง ฯลฯ และผักพืชผักสวนครัวตามท้องถิ่น และอย่าลืมมะเขือเทศซอยบางๆ แช่ในน้ำปลา มื้อนี้ก็จะอิ่มอร่อยจนลืมมื้อต่อไปได้เลย

สำหรับน้ำพริกลาบ เรียกว่า น้ำพริกดำ เพราะมีสีดำของพริกแห้งย่างไฟ ใช้เป็นเครื่องยำลาบ หรือเครื่องปรุงลาบ และยำต่างๆ เช่น ยำจิ๊นไก่ ยำกบ ยำเห็ดฟาง  โดยเอาหอมแดง กับ ข่า และกระเทียม ไปคั่วหรือย่าง ให้หอมและสุก และเอาพริกทั้งสองอย่างไปคั่วจนออกสีสุก แล้วพักให้เย็น เสร็จแล้วนำไปบดรวมกันกับ หอมแดง ข่า กระเทียม ใช้รูบดรูเล็ก เสร็จแล้วคลุกให้เข้ากันให้ดี แค่นี้เราก็จะได้น้ำพริกลาบแล้ว แต่อย่าลืมเอามะแขว่นคั่วไฟจนหอมลงไปคลุกกับลาบ เพราะมะแขว่นเ คือ หัวใจของ ลาบเมือง

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563

การเสียผี ตอนที่ 2

 

     
การผิ๊ดผี” นั้น  จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายหญิงเขายินยอมพร้อมใจ   ยินยอมเอออวยด้วยอย่างดี  ไม่ใช่เป็นการ “ผิ๊ดผี”  ด้วยการข่มขืนใจกัน  และไม่ได้หมายถึงการได้เสียซึ่งกันและกันแต่เพียงอย่างเดียว  การถูกเนื้อต้องตัว  จับมือถือแขนหรือฝ่ายชายรุกล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามย่อมเป็นการ  “ผิ๊ดผี”  ทั้งสิ้น   
แม้ว่าการที่ฝ่ายชาย ไม่ได้ไปจับมือถือแขนหรือมีความใคร่จะถูกเนื้อต้องตัวแต่อย่างใด  แต่ไม่รู้จักกับขนบธรรมเนียมประเพณีของภาคเหนือ  แค่ฝ่ายชาย เดินล้ำเส้น” ล่วงล้ำเข้าไปในเขตที่เขาหวงห้ามไว้สำหรับผู้ที่สมาชิกในครอบครัวเท่านั้น เช่น  การล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามของเขาซึ่งมี  “ข่มประตู”  คือ ไม้คล้าย ๆ เป็นวงกบประตูด้านล่างซึ่งเราใช้ข้ามมาเท่านั้น  ก็นับว่าเป็นการ “ผิ๊ดผี”  ฝ่ายชาย หรือผู้ที่ล่วงล้ำเข้าไปจะต้องทำการขอขมาและมีการ “ใส่ผี”  หรือ “เสียผี”  ให้ทั้งสิ้น  และการที่ ฝ่ายชาย ได้ทำการเสียผี” หรือใส่ผี” ไปแล้วก็จะได้ฝ่ายหญิงมาเป็นภรรยาก็หาไม่  ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการเสียผี”แบบนี้ไม่ได้หมายถึงการแต่งงาน  เพราะการแต่งงานเพื่ออยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภรรยาจะเกิดขึ้นได้  ก็ด้วยการยินยอม ตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย  รวมทั้งการเห็นดีเห็นชอบของญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น
ในตอนต้นได้กล่าวถึงการผิ๊ดผี”เฉพาะภายนอกของฝ่ายหญิงเท่านั้น  แต่ถ้ามีการ“ผิ๊ดผี”  จนถึงกับมีการล่วงล้ำอธิปไตยกันจนถึงภายในแล้ว และทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่ยอมแต่งงานอยู่กินด้วยกันแล้ว  อย่างนี้หนักเพราะเหตุว่า นอกจากจะมีการให้  “เสียผี” กันตามประเพณีแล้วก็อาจจะถูก “ฝ่ายเจ้าถิ่น”  ลงโทษเอาอย่างรุนแรงดังได้กล่าวมาแล้ว  ก็จะต้องถูกจับตัวไปดำเนินคดีกันตามกฎหมายด้วย
แต่ก็มีข้อยกเว้น กล่าวคือถ้าหากปรากฎว่า “ฝ่ายชาย”เป็นคนดี  มีการมีงานทำเป็นหลักอยู่ หรือถ้าหากไม่มีงานมีการทำเป็นหลักฐาน  แต่ก็ขยันขันแข็งในการทำมาหาเลี้ยงชีพ  และได้กระทำด้วยกันอย่างถูกต้องตามประเพณี  และถ้าหาก “ฝ่ายชาย” เป็นคนจน  ฝ่ายหญิงอาจจะไม่เอาอะไรเลย หรือเพียงแต่จัดการเสียผีไปเป็นเงินเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น
ปัจจุบันประเพณีการ “เสียผี”ถูกกลืนหายไปกับสังคม กระแสนิยมสมัยใหม่ ทำให้เกิดปัญหาสังคมอย่างมากมาย จนต้องวอนให้ผู้อ่านทุกท่านปลูกฝังความหมายหรือสั่งสอนการเสียผีให้มีในสังคมมากกว่านี้.....

“เสียผี”ตอนที่ 1


     เสียผี เป็นวลีหรือประโยคที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆสำหรับชาวล้านนา สำหรับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายถึง เมื่อการทำพิธีเซ่นพลีเสียผีตามความผิดให้หนักเป็นเบา เพื่อให้ผียกโทษและขอขมาในความผิดเชิงชู้สาวตามประเพณีท้องถิ่น
          การเสียผีก่อนจะเกินขึ้นนั้นจะต้องมีการกระทำที่เรียกว่า “ผิดผี” หรือ “ผึ๊ดผี” ก่อนโดยมีอยู่ 2 แบบ คือ
 1. เมื่อฝ่ายได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” และฝ่ายหญิงยินยอมล่มหัวจมท้าย  คือ  ยินยอมที่จะแต่งงานตามประเพณีเพื่อร่วมชีวิตด้วย  ข้อนี้เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้ทำการตกลงกันได้ทั้งผู้ใหญ่ของสองฝ่าย ยินยอมให้หนุ่มสาวแต่งงานอยู่กินด้วยกันตามประเพณี  ก็จัดให้มีการ  “เสียผี”  ในแบบที่เรียกว่าเสียเอาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ใส่เอา”  คือ การใส่ผีแบบยินยอมที่จะแต่งงานกันตามประเพณี
2.  เมื่อฝ่ายชายได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” ไปแล้วแต่ว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบในตัวชายหรือหญิง  คือ ไม่มีความอาลัยไยดีและไม่ยินยอมที่จะแต่งงานด้วยกัน ถือว่าเป็นการผิ๊ดผีแต่ภายนอก แบบนี้จะต้องมีการ  “เสียผี  หรือ “ใส่ผี”  แบบที่เรียกกันว่า  “ใส่ไม่เอา”  คือยินยอมใส่ผีหรือเสียผีเหมือนกัน แต่เมื่อใส่หรือเสียไปแล้วก็ไม่ต้องมีการแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะหนักหน่อย  คือ ต้องเสียทั้งผีและต้องเสียทั้งค่าทำขวัญด้วย  หรือบางที ดีไม่ดีก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาฐานกระทำการอนาจารอีกด้วย
ในอดีตมีผู้ชายจากถิ่นที่ไม่ใช่ชาวล้านนาที่รู้ไม่จริง เกี่ยวกับเรื่องการผิ๊ดผี” เห็นว่าการใส่ผีหรือเสียผีในราคาถูก เมื่อได้โอกาสก็ทำการลวนลามผู้หญิงล้านนาเอา ปรากฎว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้ถูก หนุ่มเจ้าถิ่น” รุมซ้อมเอาจนต้องนอนหยอดข้าวต้มกันเลยก็มีนับไม่ถ้วน และยังถูกจับดำเนินคดี  เพราะเหตุว่า “ฝ่ายเจ้าถิ่น”ถือว่า “ฝ่ายต่างถิ่น” ได้กระทำการดูถูกดูแคลนและทำให้จารีตประเพณีอันดีงามของเขาเสียไป  ชายหนุ่มเจ้าถิ่น ซึ่งเป็นคนรักถิ่น ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้  บางครั้งบางคราวก็จะมีการใช้ศาลเตี้ยตัดสินด้วยการดักยิง  หมายเอาจนถึงกับสิ้นชีวิตไปก็เคยมี....อ่านต่อตอนที่ 2

“ชุดเจ็ด หมู่บ้าน”


      


       ชุดเจ็ด หมู่บ้าน พวกเค้าอยู่ทุกที่ในหมู่บ้าน ไปทุกงานที่มี ตั้งแต่งานขาว-ดำ งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ ชอบช่วยเหลือ รอบรู้ในเรื่องต่างๆ(เรื่องชาวบ้าน ยกเว้นเรื่องตัวเอง) เครื่องแบบคือเสื้อม่อฮ่อมคาดผ้าขาวม้า ชอบร้องรำทำเพลง จับกลุ่มรวมตัวกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป สิงสถิตย์ตามซุ้มศาลา ม้าหินอ่อนหรือตามที่ร่มเย็นประจำหมู่บ้าน เปิดประชุมอภิบายได้ทุกเรื่องและทุกวันเวลา พวกเค้าคือใคร? ตำรวจมือปราบใช่ไหม?หรือเป็นพวกกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯหรือสารวัตรกำนันที่มีหน้าที่สอดส่อง ดูแลช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้าน คำตอบก็คือ......สิงห์เริงปอย......
สิงห์เริงปอย ทุกคนจะมีสมญานามเรียกหาแตกต่างกันไป ตามลักษณ์ส่วนตัวของแต่ละคนและเอกลักษณ์ตอนเมา มักแทนสรรพนามตนเองว่า พี่หนาน.....เพราะเคยบวชเรียนมาแล้ว คลุกคลีอยู่กับวัด(เข้าวัดไปขอกับข้าวที่ตุ๊ปี้บิณฑบาตรมาแปลสภาพเป็นกับแกล้ม) ทุกคนชอบช่วยเหลือกิจกรรมงานต่างๆในชุมชน เป็นแรงงานช่วยกลางเต็นท์ ยกโต๊ะ ขนของ ตั้งแต่งานเริ่มจนงานจบจะอยู่ในทุกกระบวนการ โดยเฉพาะงานศพที่กลัวว่าเวลากลางคืนหลังพระสวดเสร็จและผู้คนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน เจ้าภาพผู้สูญเสียจะอยู่ในอาการซึมเศร้าและเงียบเหงา บรรดาพี่น้องชุดเจ็ดก็จะพากันตั้งวงนั่งคำนวณตัวเลขหรือจับกลุ่มคุยกันถึงความดีของผู้ตาย เป็นเพื่อนเฝ้าศพที่ดี ดึกๆเข้าหน่อยเป็นห่วงว่าจะภาพและแขกที่เหลืออยู่ก็จะทำลาบหรือส้าดึกมาเป็นกับข้าว....(กับแกล้ม)มารองท้องป้องกันความหิวในช่วงเวลาข้าม โดยทุกคืนชุดเจ็ดจะมาก่อนอภิธรรมศพทุกวันและกลับในช่วงดึก เป็นแรงงาน เป็นเพื่อน เป็นคนครัว เป็นคนเดินซื้อของ จนกว่าจะเผา เมื่อเสร็จงานณาปนกิจฯแล้วก็ยังจะอยู่เฝ้าจนศพไหม้จนหมด(ชั่งเป็นคนดีจริงๆ)เสร็จแล้วยังกลับมาช่วยเก็บข้าวของรื้อเต็นท์อีก....5555 สั่งลางานศพ..... ด้วยใจรักในการช่วยเหลือของชุดเจ็ดจริง...มิได้หวังสิ่งใด นอกจากน้ำ...เมาที่เจ้าภาพจะหยิบยืนให้เป็นสินน้ำใจ
และหากใครว่า...ว่าชุดเจ็ดทั้งหลายไม่ทันสมัย ไม่มีศิลปะในดวงใจ โปรดสังเกตเวลามา...วววว.....สามารถร้องรำทำเพลงได้ทุกแนว ตั้งแต่ลูกทุ่ง สติง ร็อค ยันเพลงเพื่อชีวิต โดยเฉพาะแนวเพลงสุดท้าย....เมื่อเพลงลุงขี้เมาขี้เมื่อใดก็เมื่อนั้น....ทุกผู้ตัวคนจะตะโกนร้อง ใส่อารมณ์ผุดๆประหนึ่งว่า ตนเองคือตัวเองในท่วงทำนองเพลงและชุดเจ็ดทุกคนจะมีสเต็ปการแดนซ์ที่มันไม่เหมือนใคร ยากหาผู้ใดมาเลียนแบบได้กวน....เท่าอีกแล้ว สามารถพบเห็นได้ตามขบวนแห่ต่างๆ โดยสังเกตุที่หน้ารถแห่(รถเครื่องเสียง) เค้าจะสวมเสื้อหม้อห้อมที่เหมือนมีกระเป๋วิเศษของโดราเอมอน ที่มีอุปกรณ์การเมาครบเครื่อง กระเป๋าเสื้อหน้าอกบน ใส่มะม่วงหรือถั่ว กับแกล้มเล็กๆน้อยๆ กระเป๋าเสื้อด้านล่างซ้ายขวดน้ำอัดลมที่มีน้ำสีใส่อยู่ 1 ขวด(หรือชนิดสีแดง),กระเป๋าเสื้อด้านล่างขวามีขวดน้ำเปล่าสีขุ่น 1 ขวด เค้าเต้นอย่างมีกรอบคือ กางแขนออกจนสุดแล้วออกสเต็ปมือขวาถือแก้วที่ใส่เหล้า(เพลงมันส์ แดนซ์มันขนาดไหนเหล้าในแก้วก็ไม่มีวันหกหรือตกแตก)....
อธิบายเสียยืดยาวทีนี้คงรู้สินะว่าชุดเจ็ดคือบุคคลไหนในหมู่บ้านของเรา ไอ้ที่เราเรียกว่า ขี้เหล้าหลวงทั้งหลายนั้นเองพี่น้อง” 5555.....เมาได้ตลอดเจ็ดวัน จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศูกร์ เสาร์ อาทิตย์ พี่แก่ไม่เคยส่างเมา........

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

ตางผีเดิน


ตางผีเตียว เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
            ตางผีเตียว คือ ทางเดินของผีที่ผีต้องผ่าน ส่วนมากจะเป็นหลืบเป็นซอกเล็กๆ ที่คนใช้ผ่านไปมาหาสู่กัน อย่างเช่นบ้านติดกันแต่รั้วกั้นไว้ แต่มีทางเดินเล็กๆไว้ไปมาหาสู่กัน บ้านทางเหนือบางบ้านจะอยู่ร่วมกันเป็นญาติครอบครัวใหญ่ จะใช้พื้นที่เดียว แต่จะสร้างบ้านหลายหลัง เขาเรียกเป็นโพ้ง โพ้งหนึ่งจะมีบ้าน 3หลังขึ้นไป บางทีมี 5-6 หลัง แล้วแต่ญาติเยอะไม่เยอะ ปู่ย่าตายายจะแบ่งมรดกให้ลูกหลานเป็นที่ดินผืนหนึ่ง ให้แบ่งกัน แต่คนเหนือไม่ทำรั้วกั้นเพราะเป็นญาติๆกัน แต่ถ้าผิดใจกันทะเลาะกันรุนแรง ก็มักจะทำรั้วกั้นกัน แต่บ้านที่อยู่ข้างในสุดจะออกยาก ต้องทำทางเล็กๆไว้ออก ทางนั้นส่วนมากก็คือทางผีเตียว
              บางทีทางผีเตียวไม่ใช่แค่ทางเล็กๆเสมอไป ผีอาจจะเดินไปมาได้ทุกทาง แต่ถ้าไปกั้นทางเดินของผีไปล้อมรั้วปิดทางเดินของผี ก็มักจะประสบเคราะห์ร้ายกัน อย่างเช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้  บ้านลุงคนหนึ่งชื่อลุงคำ บ้านอยู่ติดกับถนนใหญ่ หลังบ้านลุงคำมีบ้านอยู่อีกหลายหลัง เพราะโพ้งนั้นเป็นเครือญาติใหญ่ มีประมาณ 5หลังและบ้านทั้ง 5 หลังนี้เคยมีคนตายแล้วทุกหลัง เวลาจะออกมาถนนใหญ่เขาจะออกมาทางซอยด้านข้าง ด้านหลังบ้านลุงคำ มีรั้วกั้นแต่ก็มีทางเล็กให้เดินออกมาได้ เป็นทางลัดออกถนนใหญ่ คนที่อยู่หลังบ้านลุงคำก็ชอบออกจากทางเล็กๆนั้นเป็นประจำเพราะขี้เกียจอ้อมออกซอย
       อยู่มาวันหนึ่งลุงคำนึกไงไม่รู้เอาอิฐมาก่อตรงทางเดินเล็กๆนั้น ปิดไม่ให้คนเดินผ่านไปผ่านมา สงสัยคงรำคาญ พอวันรุ่งขึ้นลุงคำเป็นไข้ขึ้นสูงมาก ไปหาหมอได้ยามาทาน 2-3 วันก็ไม่ทุเลาลง อาการยิ่งหนักไปเรื่อยๆ ไปหาหมอหมอบอกว่าเป็นไข้ธรรมดา ก็สงสัยว่าทานยาแล้วไม่หายไข้ไม่ลดลงเลย ลูกลุงคำเลยตัดสินใจพาลุงคำไปหาหมอดูร่างทรง ทางเหนือเรียกว่า หมอเมี่ย หรือ หมอเมื่อ หมอเมื่อทักมาว่าลุงคำไปปิดทางเดินของผี ซึ่งทางนั้นผีเดินผ่านกันเยอะ ให้ไปทุบออกซะ อีกวันต่อมาลูกลุงคำก็ไปทุบออก อาการของลุงคำก็ค่อยๆหายเป็นปรกติก เรื่องนี้เป็นความเชื่อของคนโบราณ คนโบราณเวลาจะสร้างบ้านก็มักจะสร้างทางเดินแคบๆไว้ไปมาหาสู่กันเสมอ ถ้าลูกหลานผิดใจกันถึงกับขั้นล้อมรั้วกั้นกัน ก็มักจะประสบโชคร้ายหรือโรคภัยไข้เจ็บตลอด
            มีอีกเรื่องหนึ่งของผม ตอนผมเป็นเด็กผมเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่งตอนมันเล็กๆมันชอบหนีไปบ้านอื่นซึ่งผ่านทางแคบๆ ทางนั้นเป็นทางผีเตียว ผมไม่รู้เลยเอาไม้แผ่นไปกั้นไว้ เพื่อไม่ให้มันออกไป แม่ผมเห็นเลยต่อว่าผมให้เอาออก ทางนั้นเป็นทางผีเตียวเด๋วจะมีอันเป็นไป ผมก็รีบเอาออกเลย แล้วผมก็กลัวไม่ผ่านทางนั้นอีกเพราะว่าเป็นทางผีเตียว แต่คนก็ผ่านได้ผีไม่ทำอะไรให้ แต่ผมเป็นเด็กนี่เนาะก็เลยกลัว



แก๋งหนอไม้



แก๋งหน่อไม้ของลำคนเมือง เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
            ช่วงนี้(ฤดูฝน)หน่อไม้แทงโผล่จากพื้นดิน ทำให้นึกอยากกินแก๋งหน่อไม้ขึ้นมา จึงชักชวนเพื่อนๆหาหน่อไม้สดกัน โดยมีเสียบและมีดอุปกรณ์หลัก เมื่อนัดแนะกันเรียบร้อยก็พากันเดินเข้าไปในป่าแถวบ้านที่มีกอไฝ่ขนาดใหญ่อยู่หลายกอ  เพียงชั่วเวลาสอง-สามชั่วโมงที่พากันมุดหนามดงไฝ่ก็ได้หน่อไม้มาหนึ่งกระสอบปุ๋ย แล้วก็แบ่งสันปันส่วนกันเพื่อนำไปประกอบอาหารยังบ้านใครบ้านมัน และก็เหลือไว้ส่วนหนึ่งไว้ทำหน่อไม้ดองไว้
            เมื่อกลับถึงบ้านก็นำหน่อไม้ แกะเปลือกออก หั่นบางๆ นำไปต้มให้สุก จนมีรสหวาน โขลกใบย่านางให้ละเอียด นำไปคั้นเอาแต่น้ำ ใส่ลงในหม้อต้มหน่อไม้  โขลกเครื่องแกง(พริกขี้หนู กระเทียม หอมแดง ตะใคร้ซอย กะปิ ปลาร้าต้ม เกลือ) รวมกันให้ละเอียด ใส่ลงในหม้อ ต้มสักพัก จนเครื่องแกงสุก ใส่กระดูกหมู หรือปลาดุก หรือปลาช่อน หรือปลาย่าง หรือแคบหมูได้ตามใจชอบ เมื่อเนื้อสัตว์สุก ใส่ผักชะอม ใบชะพลู ปรุงรสตามชอบ แล้วปดหม้อลงตักแก๋งหน่อไม้ใส่ถ้วย แล้วก็แล้ววงปั้นข้าวเหนียวจั้มกันได้เลย ลืมบอกหากบ้านใครชอบน้ำปู๋ก็ตักใส่ละลายในถ้วยได้เลย  เป็นการเพิ่มความอร่อยตามประสาคนเมืองบ้านเรา
            สำหรับหน่อไม้ที่เหลือก็นำทำหน่อไม้สับดองใส่ขวด ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง วิธีทำก็ไม่ยากนำหน่อไม้มาปอกเปลือก และล้างให้สะอาด หลังจากนั้น ให้หั่นหน่อไม้บางๆ หรือสับให้เป็นเส้น เมื่อเตรียมหน่อไม้เรียบร้อยแล้ว ให้นำหน่อไม้ไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อได้ 1 คืนแล้ว ให้ตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ  นำเกลือเม็ด มาละลายกับน้ำ นำหน่อไม้มาเคล้ากับแป้ง(ข้าวสารเหนียว)ให้ทั่ว แล้วอัดลงในปี๊บ เทน้ำเกลือลงไปให้ท่วมหน่อไม้ ใส่น้ำส้มสายชูลงไป หมักไว้ 1 อาทิตย์ สามารถนำไปประกอบเป็นอาหารจำพวกผัด แก๋งหน่อไม้ส้ม ยำหน่อไม้ ฯลฯ หน่อไม้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ชาวเหนือนิยมทานกัน.....จึงมีเมนูหลากหลายมากมายแตกต่างกันไป....แต่ฉบับนี้ขออนุญาตไปกินแก๋งหน่อก่อน
ที่มาข้อมูล ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, http://www.rakbankerd.com

ข้าวหลาม

ไผ่ข้าวหลาม โดยนายคมสัน  หน่อคำ
            หน้าหนาวปีนี้(พ.ศ.2562) จังหวัดแพร่บ้านเรามีอากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิบนที่สูงและในป่าต่ำกว่าสิบองศา ทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับลมหนาวทำให้ตัวสั่นจนต้องก่อไฟเพื่อผิงแก้หนาวกันเกือบทุกพื้นที่ในแพร่ เวลาล้อมวงนั่งผิงแก้หนาวกันทุกคนก็ต่างพูดคุยกันกันอย่างสนุกสนาน  หาเนื้อหาไก่มาปิ้งๆย่างๆกันไป แต่มีอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ไม้ไผ่มาเผาเพื่อทำอาหาร ชาวเหนือเรียกว่า “หลาม”  หลามในที่นี้หมายถึงไม้ไผ่ข้าวหลาม
            ไผ่ข้าวหลาม เป็นไม้ไผ่ขนาดกลางทิ้งใบในต้นฤดูแล้ง ลำต้นลักษณะตรงสีเขียวด้านๆ คล้ายมีแป้งหรือขี้ผึ้งสีเทาขาวปกคลุมคลุมคล้ายน้ำค้างแข็งจับ สูง 8-12 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำประมาณ 5-9 เซนติเมตร ข้อไม่หนาหรือพองใต้ข้อจะมีขนสีขาว เป็นไผ่ที่มีเนื้อบางหนาไม่ถึง 5 มม. ปล้องยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร กาบหุ้มลำหลุดร่วงง่าย กาบด้านนอกปกคลุมด้วยขนสีดำหรือน้ำตาลเหลืองเห็นได้ชัด มีครีบกาบหุ้มลำต้น มีขนสีดำเหมือนกัน กระจังกาบหุ้มลำแคบมาก ขอบเรียบ ใบยอดกาบรูปแหลม โคนใบกลมหรือเป็นรูปลิ่ม ยาว 15-30 เซนติเมตร เมื่อลำของไผ่ข้าวหลามอายุ 6-10 เดือน นิยมใช้ทำข้าวหลามได้อย่างดี เผาง่าย ปอกง่าย เพราะเปลือกบางอ่อน และมีเยื่อหุ้มบางๆ หลุดติดออกมากับข้าวหลาม
            สำหรับชาวเหนือแล้วนิยมนำไม้ไผ่ข้าวหลามมาทำข้าวหลามอุ่นๆกินกันช่วงฤดูหนาว โดยใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่นำใบตองหรือใบไม้อื่นๆมาทำเป็นก้อนขนาดปากกระบอกไม้ไผ่ปิดไว้ แล้วจึงนำมาเผา ไม่ใช่เอากระบอกไม้ไผ่ไปโยนใส่กองไฟนะ เพียงแค่เอากระบอกข้าวหลามมาพิงไว้ข้างๆกองไฟให้ความร้อนทำให้ข้าวในกระบอกสุก โดยต้องคอยหมุนกลับด้านด้วยไม่งั้นข้าวที่หลามจะไหม้และกินไม่ได้  สำหรับข้าวหลามที่ทำขายกันโดยทั่วไป จะใส่น้ำกะทิ และเติมถั่วดำ หรืองาขี้ม้อน การทำข้าวหลามตามประเพณีนิยมของชาวล้านนา จะเป็นพิเศษ เพื่อถวายพระในวันเพ็ญเดือนสี่ หรือประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการทานร่วมกับการทานข้าวจี่ และข้าวล้นบาตร
            ไม้ไผ่ยังสามารถนำไปใช้เป็นภาชนะในการประกอบอาหารได้อีกมากมายหลายอย่าง เช่น หลามข้าวให้สุก หลามปลา หลามหมู หรือจะใช้แทนหม้อในการทำแกงต่างๆก็ยังได้ในยามอยู่ในป่า  ไม้ไผ่จึงเป็นไม้สารพัดประโยชน์จริงๆ





น้ำบ่อ เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
น้ำเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมุนษย์  ผู้คนในอดีตจะใช้น้ำจากแม่น้ำลำคลองในการอุปโภคบริโภค บางสถานที่ก็จะรองน้ำฝนไว้ใช้  และหากในละแวกที่อาศัยอยู่นั้นก็จะทำการขุดสระหรือบ่อน้ำเพื่อเอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
น้ำบ่อหรือบ่อน้ำ  สำหรับชาวล้านนา ถือว่าน้ำบ่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ก่อนจะขุดบ่อน้ำ จะให้พ่อหมอประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นผู้รู้ของท้องถิ่นในด้านโหราศาสตร์ไสยศาสตร์มาช่วยดูชัยภูมิและกำหนดทิศทางว่าควรจะขุดตรงจุดไหนของบ้านจึงจะ บริเวณไหนขุดแล้วจะมีน้ำ มากสามารถใช้ได้ตลอดปี  น้ำไม่แห้งขอด  บริเวณไหนที่ขุดแล้วจะมีน้ำใสและไม่เป็นน้ำราก (น้ำสนิม มีสีแดง)

            โดยก่อนขุดน้ำบ่อพ่อหมอจะมีวิธีตรวจหาทำเลในการขุดสร้างน้ำบ่อ พ่อหมอจะตีเส้นเป็นช่อง ๆ
คล้ายตาราง  ร่างบนกระดาษก่อน  จากนั้นจึงคำนวณหาทิศทางที่เป็นมงคล เมื่อทราบทิศทางแล้วก็จะไปชี้สถานที่เหมาะสมที่ตรงตามตำราในการขุดหาน้ำบ่อ  หรือพ่อหมอบางคนจะไปตรวจหาสถานที่ในการขุดหาน้ำบ่อในเวลากลางคืน  โดยการเดินไปเดินมาในบริเวณที่จะขุดน้ำบ่อ  เมื่อเลือกได้สถานที่เหมาะสมแล้ว ก็จะปักไม้ไว้เป็นเครื่องหมาย  เคยมีหลายคนตั้งคำถามกับพ่อหมอว่า  ทราบได้อย่างไรว่าพื้นที่บริเวณไหนจะมีน้ำมาก น้ำน้อย  พ่อหมอก็บอกว่าถ้าหากเมื่อเดินผ่านสถานที่บริเวณใดแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีกระแสความอุ่นไหลผ่าน  แสดงว่าตรงบริเวณนั้นมีน้ำมาก
              ด้วยบ่อน้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคุณแก่คน  ดังนั้นคนล้านนาจะห้ามนั่งบนปากบ่อ โดยเฉพาะผู้หญิง หากไปนั่ง เชื่อว่าจะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสียได้   และห้ามถมน้ำบ่อ ถือว่าเป็นการขึดใหญ่  ไม่ดี  ผู้กระทำต้องได้รับความวิบัติ  ฉิบหาย  และอาจถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้ และ ในทุก ๆ ปี ในวันพญาวันหรือวันขึ้นปีใหม่ คนล้านนาจะจุดประทีปบูชาตรงบริเวณบ่อน้ำ ที่ได้ให้น้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค และเป็นการขอน้ำจากพระแม่ธรณีและพญานาคอีกด้วย           
ที่มา http://www.sri.cmu.ac.th/

ข้าวห่อคนเมือง โดย นายคมสัน  หน่อคำ
                ในอดีตการเดินทางสัญจรนั้นไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ จะไปไหนแต่ละครั้งก็ต้องเดินไป หากมีฐานะก็จะขี่ม้า หรือนั่งวัว-ความเทียมเกวียนกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะ By The Foot ใช้เท้าของใครของมันออกย้ำเดินกันไป ระยะทางใกล้ๆก็จะสบายหน่อยใช้เวลาเดินชั่วครู่เดียวหรือข้าวยังไม่ย่อยก็จะถึงจุดหมาย แต่มีความจำเป็นต้องเดินระยะทางไกลๆเป็นเวลาข้ามวันข้ามคืนก็จะสร้างความลำบากไม่ใช่น้อยสำหรับปากท้องแน่นอน
 เมื่อหิวก็คงแวะร้านสะดวกซื้อหรือร้านข้างทางเหมือนปัจจุบันไม่ได้ ดังนั้นเวลาจะเดินทางไกลนั้นจะต้องเตรียมห่อข้าวไปด้วย โดยห่อข้าวเหนียวด้วยใบตองตึงหรือใบตองแล้วมัดด้วยตอก ส่วนกับข้าวนั้น อาหารที่จะใส่มานั้นก็จะเป็นจำพวกอาหารแห้ง เนื้อเค็ม น้ำพริกเป็นหลัก เพราะง่ายและสะดวกในการเก็บรักษาในระหว่างเดินทางกัน และที่สำคัญที่สุดที่จะต้องมีคือเกลือไว้สำหรับเป็นเครื่องปรุง  หรือถ้าจำเป็นต้องเดินทางเป็นแรมเดือนก็จะนำเครื่องแกงติดไปด้วย ส่วนส่วนประกอบหลักๆของชาวล้านนาก็จะมีหอมแดง กระเทียม พริก แห้งหรือพริกสด ข่า ขมิ้น ตะไคร้ กะปิ ปลาร้า เกลือ เป็นต้น สำหรับกะปินั้น ในอดีตนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากเพราะเป็นผลิตผลจากทะเล ในล้านนาจึงใช้ถั่วเน่าเป็นเครื่องชูรสแทนกะปิ ซึ่งถั่วเน่า นั้นมีอยู่สองประเภทคือ “ถั่วเน่าเมอะ” และถั่วเน่าแผ่นหรือที่เรียกว่า “ถั่วเน่าแข็บ”
                ซึ่งถั่วเน่าเป็นอาหารของชาวไทใหญ่ ทำมาจากถั่วเหลือง โดยนำเอาเมล็ด ถั่วเหลืองแห้งมาแช่น้ำ ล้างทำความสะอาดแล้วนำไปต้มจนถั่วสุก จากนั้นจึงนำ ไปบ่มไว้ในกระบุงหรือตะกร้าที่รองไว้ด้วยใบตองตึงแล้วปิดด้วยใบตองหรือฝาหม้อ หมักไว้เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ช่วยในการหมัก มักจะหมักไว้ประมาณ 2-3 วัน ก็จะได้ถั่วเน่าเมอะที่มีรสชาติอร่อยอ และหากนำถั่วเน่าเมอะไปคลึงจนเป็นแผ่นบาง ตากแดดจนแห้งจะเรียกว่า ถั่วเน่าแข็บ” เอาไปย่างไฟกินกับข้าวเหนียวอุ่นๆ ก็ได้ หรือจะเอาข้าวเหนียวจิ้ม  ถั่วเน่าเมอะ กินก็ได้
เมื่อจะทำอาหาร เช่น ประเภทแกงก็สามารถใช้ถั่วเน่าเมอะหรือถั่วเน่าแข็บตำผสมกับเครื่องปรุงอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน สำหรับอาหารของชาวล้านนานั้น มักจะออกรสเค็ม มากกว่ารสชาติอื่น ไม่นิยมรสหวานมากนัก ส่วนใหญ่แล้วความ
หวานของอาหารมักจะได้จากความหวานของผักและจะไม่นิยมใส่เนื้อสัตว์มากนัก โดยจะใส่ผักหลายๆชนิดแล้วแต่จะหาได้ในระหว่างการเดินทาง เพราะสมัยก่อนป่าอุดมสมบูรณ์ นก หนู กา ไก่ และสัตว์ต่างๆเมื่อกินพืชผักแล้วก็จะเที่ยวบินหรือหากินไปเรื่อยในระหว่างนั้นก็จะขับถ่ายออกมา ทำให้เมล็ดพันธุ์ที่กินข้าไปนั้นแพร่กระจายทั่วไป โดยเฉพาะพริกป่าที่มีมากเป้นพิเศษ และใช่ว่าจะมีแต่สัตว์ที่ช่วยแพร่พันธุ์พืชผักต่างๆ ชาวล้านนาเองเมื่อเดินทางก็จะไปชมทุ่งกัน โดยจะชมกันก็ในป่าหรือข้างทางที่เดินกันไปนั้นละ.....สำหรับเรื่องห่อข้าวคนเมืองนั้น ยังมีปรากฏในวรรณกรรมในเรื่องลิลิตพระลอก็มีกล่าวถึง ติดตามต่อได้ในฉบับหน้ากับ “ข้าวห่อลิลิตพระลอ” 




ไส้อั่ว ไส้กรอกคนเมือง เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
            ไส้อั่ว เป็นอาหารประเภทไส้กรอกชนิดหนึ่ง มาจากคำว่า “อั่ว” หมายถึง แทรก หรือยัดไว้ตรงกลาง ไส้อั่ว จึงหมายถึงไส้ที่มีการนำสิ่งของยัดไว้ เป็นอาหารของประจำพื้นที่ภาคเหนือ ปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศไทย  นิยมรับประทานทานกับข้าวเหนียวร้อน มีลักษณธเป็นไส้กรอกวงกลม ทำมาจากเนื้อหมูคลุกเคล้ากับเครื่องแกง แล้วนำไปยัดใส่ในไส้ที่เตรียมไว้โดยจะใช้ไส้หมูและเนื้อหมูก็ได้ จากนั้นนำไปย่างให้มีสีเหลือง เมื่อสุกแล้วจะมีกินหอมจากสมุนไพรที่ใส่ในเครื่องแกง  เมื่อสุกแล้วสามารถเก็บไว้ได้นาน
          สำหรับการทำไส้อั่วนั้นมีส่วนประกอบแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนผสมและเครื่องแกง โดยส่วนผสมหลักก็จะมีหมูติดมันบด ที่ใช้หมูติดมันก็เพราะว่าเวลาย่างไส้อั่วจะมีน้ำมันจำมันหมูหยดออกมาทำให้ไส้อั่วมีความนิ่มไม่แข็งจนเกินไป,ไส้หมูสำหรับนำมายัดไส้,ใบมะกรูด,ผักซีซอย,ต้นหมอมซอย ส่วนเครื่องแกงก็จะมีพริกแห้ง,ข่าหั่นหรือตำหยาบๆ,ตะไคร้ซอย,หอมแดง,กระเทียม,กะปิและเกลือ โขลกรวมกันให้ละเอียด เมื่อได้ส่วนผสมและเครื่องแกงครบแล้ว จากนั้นล้างไส้ที่เตรียมไว้ให้สะอาด โดยใส่น้ำลงในไส้ แล้วกลับด้านในออกมาด้านนอก นำไปแช่น้ำใส่เกลือ ประมาณ 10 นาที แล้วกลับด้านนอกออกเหมือนเดิม 
                นำเครื่องแกงที่โขลกไว้ลงผสมคลุกเคล้ากับเนื้อหมูบดให้เข้ากัน ใส่ผักชีต้นหอมซอย ใบมะกรูดซอย คลุกเคล้าให้เข้ากันปรุงรสตามชอบ  แล้วเอาหมูที่ได้มายัดใส่ในไส้ โดยใช้กรวยช่วยในการกรอกหมูใส่ไส้ เมื่อหมูเต็มไส้แล้วให้มัดปากไส้ จากนั้นนำไส้อั่วที่ได้มาย่างไฟอ่อนๆจนเหลืองสุก โดยเวลาย่างให้ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มระบายอากาศ เพื่อไม่ให้ไส้แตก และควรย่างด้วยถ่านไม้หรือกาบมะพร้าวจะทำให้ไส้อั่วมีกลิ่นหอมควัน เมื่อไส้อั่วสุกแล้วก็หั่นเป็นชิ้นยาวประมาณ 10เซนติเมตร รับประทานทานกับข้าวเหนียวร้อนๆคนละชิ้นสองชิ้นก็จะอิ่มอยู่ท้องไปอีกมื้อ ส่วนที่เหลือรอให้เย็นเก็บไว้รับประทานได้อีกหลายวัน
การทำไส้อั่วเป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษในการถนอมอาหารอย่างหนึ่งของชาวล้านนาที่ใครได้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจจนลืมไม่ลง ปัจจุบันไส้อั่วกลายเป็นของฝากขึ้นชื่อ ที่เวลามาแอ่วเหนือจะต้องซื้อติดไม้ติดมือเสมอ.......
ที่มาข้อมูล ศูนย์สารสนเทศภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

               


ห่อลิลิตพระลอ เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
                ข้าวห่อลิลิตพระลอปรากฏในวรรณกรรมเรื่องลิลิตพระลอ  ซึ่งเป็นเรื่องราวโศกนาฏกรรมแห่งความรักระหว่างพระลอเจ้าชายรูปงามกับพระเพื่อนพระแพง โดยเรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตกาลนานเท่าใดไม่ปรากฏ มีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อ แมนสรวงมีเจ้าเมืองคือ ท้าวแมนสรวงซึ่งมีพระโอรสองค์หนึ่งนามว่า พระลอพระวรกายงดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปไกลทั่วทุกสาระทิศ
                กล่าวถึงเมืองสรอง(ปัจจุบัน คือ อ.สอง จ.แพร่)ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองแมนสรวงเจ้าเมืองสรองชื่อ ท้าวไชยพิษณูกร มีพระราชธิดาฝาแฝด พระนามว่า พระเพื่อน-พระแพงราชธิดาทั้งสองมีพระสิริโฉมที่งดงามเกินกว่าสตรีใดในหล้าจะสวยเทียมเท่า  วันหนึ่งมีนักขับเพลงพเนจร ได้นับเพลงชมความงามของพระลอว่ามีรูปโฉมงามหล่อดุจเทพพระบุตร เมื่อพระเพื่อน-พระแพง ได้ฟังก็ทรงเคลิบเคลิ้มหลงรักพระลอ พระพี่เลี้ยงของสองพระนาง คือ นางรื่นและนางโรยจึงได้พยายามหาวิธีต่างๆเพื่อจะให้ทั้งสองพระธิดาสมหวังในความรัก จึงได้ปรึกษากันไปเฝ้าปู่เจ้าสมิงพราย ร้องขอให้ปู้เจ้าสมิงพรายดลใจให้พระลอเดินทางมายังเมืองสรองให้ได้ ปู่เจ้าฯได้นั่งยามตรวจดูแล้วเห็นว่าเป็นบุพกรรมแต่ปางก่อนของสามกษัตริย์ จึงรีบให้ความช่วยเหลือดลใจให้พระลอร้อนใจต้องเดินทางมายังเมืองสรอง
                ครั้นได้ฤกษ์พระลอ จึงเข้าไปปลอบและอำลามเหสี แม่นมและเหล่าสนมกำนัน ยิ่งก่อเกิดความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ไปทั่วทั้งวัง แม่นมของพระลอชื่อ นางศรีเพ็ญ ได้ทำข้าวห่อให้ด้วยความเป็นห่วงว่าระหว่างเดินทางหนทางจะทุรกันดาร เพราะกลัวว่าพระลอจะหิวและอดอยาก จึงได้จัดเตรียมห่อข้าวไว้ให้เสวยระหว่างทางยามหิว ห่อข้าวนั้นห่อด้วยใบตองตึง ภายในมีข้าวเข็มทอง(ข้าวเหนี่ยว)เป็นข้าวพันธุ์ดี จิ้นปิ้ง น้ำพริก ไข่ต้มและผักลวก ระหว่างเดินทางมาเมืองสรอง พระลอได้นำข้าวห่อมาเสวยและรำลึกนึกถึงความห่วงใยของแม่นมที่ได้เลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่ครั้นเป็นทารกจนกระทั่งเติบใหญ่ หยิบข้าวเข็มทองที่แม่นมเคยป้อนที่ละคำๆ ก็อดรำพันคิดถึงแม่นมผู้คอยเฝ้าเลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่อ้อดไม่ได้ ด้วยลักษณ์ห่อข้าวดังกล่าว ชาวบ้านได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในการห่อข้าวสำหรับการเดินทาง
                ปัจจุบันข้าวห่อดังกล่าว ก็คือข้าวเหนี่ยวพันธุ์เข็มทอง แต่เนื่องจากว่าแม่นมของพระลอไม่มีผัว จึงมีการเรียกล้อเลียนเป็นข้าวคานทอง จึงเป็นเหตุให้เกิดมีการเรียกหญิงสาวที่ไม่ได้แต่งงานว่า ขึ้นคานเกิดเป็นตำนานข้าวห่อลิลิตพระลอ และคำเรียกหญิงสาวที่ไม่แต่งงานว่าขึ้นคานรวมถึงข้าวสายพันธุ์เข้มทองที่ถูกเรียกว่า ข้าวคานทอง
                 การทำห่อข้าวลิลิตพระลอ จะมีการห่อเป็นชั้นๆ ชั้นนอกใช้ใบตองตึงห่อสำหรับห่อกับข้าวต่างๆรวมกัน ชั้นในประกอบด้วยไข่ต้ม 1 ฟอง เกลือ 4 ห่อ น้ำพริกตาแดง 1 ห่อ จิ้นย่าง(หมู,เนื้อ,ปลา)ข้าวเหนียวหนึ่งห่อ ส่วนผักนั้นแต่เดิมสามารถหาเก็บระหว่างทาง แต่ปัจจุบันนิยมห่อรวมกันไปเลย
ข้อมูลจาก ตำนานลิลิตพระลอ รวบรวมโดย อบต.บ้านกลาง อ.สอง จ.แพร่





วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562
















วัดชัยมงคลโป่งจ๊าง
ตั้งอยุ่ที่ ต. ในเวียง อ. เมือง จ. แพร่ ห่างจากสี่แยกบ้านทุ่ง อยู่ระหว่าง ถนนช่อแฮ และถนนเหมืองแดง ที่เชื่อมต่อกัน มีพื้นที่ประมาณ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖๒ ตารางวา สำมโนครัว บ้านเลขที่ ๗๑ ถนนช่อแฮ ต. ในเวียง อ. เมือง จ. แพร่
แต่เดิม พื้นที่บริเวณที่ตั้งของวัด เป็นที่รกร้าง เป็นที่เลี้ยงโค กระบือ และช้างของชาวบ้าน เมื่อสร้างวัดขึ้นครั้งแรก ได้เรียกชื่อวัดว่า " วัดชัยมงคลโป่งจ๊าง. " ...เพราะ เป็นแหล่งที่มีดินโป่ง ซึ่งสัตว์ต่างๆชื่นชอบ รวมทั้งพวกช้างมากินดินโป่ง
ท่านพระครูพุทธวงค์ศาจารย์ ( ทองคำ พุทธวังโส ) เป็นผุ้นำในการจับจองพื้นที่และบุกเบิกแผ้วถาง บริเวณวัด ( ท่านพระครูพุทธวงค์ศาจารย์ เป็นคนชาวบ้าน สีลอ บุตรของ พญาแขก เจ้าแม่แว่นแก้ว ) ขณะที่ท่านดำรงค์ตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร รูปแรก ท่านได้ชักชวน พระธรรมธรการินต๋า วัดน้ำคือ ( วัดเมธังฯ) และ เหล่า ศิษญานุศิษย์ ทั้งฝ่ายบรรชิต และคฤหัสถ์มาทำการแผ้วถาง ปรับบริเวณ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔
แรกการก่อสร้าง วัดชัยมงคล คงสร้างวิหารแบบง่ายๆ ประหยัด ด้วยเครื่องไม้ บนส่วนฐานวิหารวัด คือ บริเวณที่เป็น หอไตร ในปัจจุบัน ( ต่อมาได้สร้างวิหารหลังใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังที่สอง ในบริเวณที่เป็นวิหารหลวงปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลังที่สาม ) กำแพงล้อมรอบวัด สร้างโดยไม้ล้อมรั้ว อย่างพื้นเมือง เรียกกันว่า " ฮั้วต่างบ่อง " กุฎิ สร้างด้วยไม้ หลังคามุงแฝก ฝาไม้ขัดแตะ ส่วนตัววิหาร สร้างแบบสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย นับว่าเป็นวัดที่สร้างในชั้นหลังของบรรดาวัดในเวียง
เมื่อก่อสร้างสิ่งต่างๆในวัดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีพระภิกษุสามเณรมาจำพรรษา เป็นที่มั่นคง จนสามารถประกอบศาสนกิจได้แล้ว ในปีพ.ศ. ๒๔๔๒ ท่านพระครู พุทธวงค์ศาจารย์ ได้แต่งตั้ง พระธรรมธรรินต๋า นั่นเอง เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ชาวบ้านเรียกท่านว่า " ตุ๊ลุงหลวง " ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีชาวบ้านมาอยุ่อาศัยมากนัก ยังคงอาศัย เหล่ามูลศรัทธา มาจาก วัดน้ำคือ จากบ้านทุ่งต้อม บ้านหัวข่วง มาทำบุญที่วัด ชัยมงคลโป่งจ๊าง แห่งนี้ ต่อมามีประชนชาชน ทยอยมาจับจองที่ดินอาศัยเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งมีถึง ๔๐๐ กว่าครัวเรือน ที่เป็นศรัทธาวัด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ศาสนสถาน ภายในวัดเริ่มชำรุด ทรุดโทรม ประกอบกับ มีชาวบ้านมูลศรัทธา ที่มีกำลังทรัพย์มาเป็นโยมอุปถัมภ์มากขึ้น จึงได้ชักชวนให้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุให้มีสภาพที่มั่นคงแข็งแรงกว่าแต่ ก่อน เพราะ ของเดิมเป็นเครื่องไม้ที่ชำรุดลง ประกอบกับ ท่านพระธรรมธรรินต๋า มีสายเลือดช่างในตัว จึงทำการควบคุมการก่อสร้างเองทั้งหมด รวมถึงการออกแบบพระวิหารหลวง และเคลื่อนย้ายวิหารหลังใหม่ มาสร้าง ณ.จุดที่ตั้งวิหารปัจจุบัน โดยเริ่มก่อสร้าง พระวิหารหลวงก่อน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นวิหารก่ออิฐ ถือปูน เสาและเครื่องบนเป็นไม้ หลังคาแป้นเกล็ด ( ไม้สัก ) ส่วนอิฐที่ใช้ทำฐาน และ ก่อผนัง อีกทั้งกำแพงแก้ว ทั้งปวง ก้ใช้แรงงานชาวบ้าน ที่เข้ามาช่วยก่อสร้าง อิฐนี้เผาเอง ปั้นเอง ทั้งสิ้น โดยไม่มีค่าจ้างค่าอัฐใดๆ มาช่วยทำงานด้วยแรงศรัทธาอย่างแท้จริง
ระหว่างที่ดำเนินการก่อสร้างพระวิหารนั้น ท่านพระครู พระพุทธวงค์ศาจารย์ และ พระธรรมธรการินต๋า เจ้าอาวาส ได้ดำเนินการสร้างพระประธานขนาดใหญ่ ในการครั้งนั้นด้วย ๑ องค์( องค์ที่ประดิษฐานในพระวิหาร มาจนถึงทุกวันนี้ ) องค์พระประธานเป็น พระพุทธรูปศิลปแบบช่างพื้นเมืองแพร่ การก่อสร้างของวัดชัยมงคล ยังคงดำเนินก่อสร้างสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วย เจ้าอาวาสท่านเป็นช่างนักออกแบบและ ช่างก่อสร้างที่มีฝีมือเป็นเอก งานก่อสร้างในวัด ล้วนเกิดจากสติปัญญาที่ท่านได้ออกแบบ และลงแรงสร้างมาด้วยมือท่านเอง
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ คณะกรรมการวัด ได้มีความเห็นว่า วิหารเดิม นี้ ทรุดโทรมมาก ไม่เป็นการปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจ จึงขออนุมัติรื้ออาคาร สร้างใหม่ โดยให้ ครูโหล แบ่งทิศ เป็นผู้แสดง ฉันทานุมัติ ด้วยเห็นว่า ครู โหล แบ่งทิส เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับวัด ชัยมงคล มากที่สุด นับตั้งแต่เคยบวชเรียน และ เป้นครูใหญ่ ที่โรงเรียน เทศบาล วัดชัยมงคล มาก่อน ครูโหล แบ่งทิศ ถูกขยั้นขยอ ขอให้เป็น แม่งานใหญ่ จึงออกปากรับช่วย แต่ต้องอาศัยแรงศรัทธาจาก ทุกคนมาช่วยกัน การดำเนินการจึงเกิดขึ้น โดยรื้อถอน วิหารหลังที่สอง ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ มี นาย ตั๋น คนศิลป์ ชาวบ้าน เชตวัน เป็นผู้ออกแบบสร้างวิหารหลังใหม่ ขนาดวิหาร กว้าง ๘ วา สูง ๑๐ วา ยาว ๑๖ วา ทำการวางศิลาฤกษ์ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ดำเนินการก่อสร้าง ๗ ปี จึงแล้วเสร็จ และทำการฉลองวิหารหลังที่สาม นี้ ในวันที่ ๘ - ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖...และดำรงเป็นวัดที่สวยงาม ท่ามกลางศาสนิกชน เข้ามาประกอบศาสนกิจ อย่างสม่ำเสมอจนทุกวันนี้...
หมายเหตุ ...ข้าพเจ้า ใช้คำว่า พระวิหาร ตามคำล้านนาที่เรียกอาคารขนาดใหญ่อันเป็นศูนย์กลางของวัด แต่เป็นที่เข้าใจว่า ในที่นี้ ก็คือ พระอุโบสถ แบบอย่างทางภาคกลาง.
โดย นาย นภสินธุ์ ภูติเศรณี
ที่มา:ประวัติ วัดชัยมงคล ตำบล ในเวียง อำเภอเมือง จังหวัด แพร่....
จาก หนังสือ อนุสรณ์ งานฉลองอุโบสถ วัดชัยมงคล ในวันที่ ๘ - ๑๑ เมษายน ๒๕๒๖
เรียบเรียง ค้นคว้าโดย...พระครูศรีมงคลชยภรณ์ เจ้าอาวาส ปัจจุบัน
ผู้อุปถัมภ์ จัดพิมพ์แจก คือ พ่อเลี้ยง พัฒน์ แม่เลี้ยง ฟองนวล ผาทอง และ คณะกรรมการ พร้อมด้วยเหล่ามูลศรัทธา วัดชัยมงคล.....