แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ล้านนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ล้านนา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

เลี้ยงผี ความเชื่อล้านนา ตอนที่ 1



     ในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเหนี่ยวแน่น โดยเฉพาะเรื่องผี สิ่งใดที่หาสาเหตุหรือสมุมติฐานไม่ได้ก็จะคิดว่าเป็นการกระทำของผี ก่อเกิดเป็นวิถีชีวิตที่คลุกคลีกับธรรมชาติ ความเกรงกลัวต่อภัยต่างๆ และเพื่อทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสงบสุขหรือเป็นปกติ จึงมีการเซ่นไหว้ผี เพื่อให้ผีพอใจและดูแลปกปักรักษาตนเองและครอบครัว เป็นความเชื่อที่ผูกพันกับการดำรงชีวิตก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีคู่สังคม ที่แม้แต่ปัจจุบันบ้านเมืองจะเจริญแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้ความเชื่อเรื่องผีจางหายไปจากชาวล้านนาได้ ...และการไหว้ผีหรือเลี้ยงผี จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดบรรทัดฐานของสังคม


     ชาวล้านนากับการเลี้ยงผีดูเหมือนจะแยกจากกันไม่ออก เพราะนับตั้งแต่เกิดมาคนล้านนาจะเกี่ยวพันกับผีมาตลอด เช่น เมื่อมีเด็กเกิดขึ้นในบ้านจะต้องทำพิธีเรียกขวัญ หรือที่คนเมืองเรียกว่า "ฮ้องขวัญ" เมื่อเวลาที่เด็กเกิดความไม่สบายร้องไห้ก็มักจะเชื่อว่า มีวิญญาณของผีตายโหงมารบกวนเด็ก คนล้านนายังเชื่อว่าขวัญของเด็กเป็นขวัญที่อ่อนภูตผีวิญญาณต่าง ๆ มักจะมารบกวนได้ง่าย ดังนั้นเมื่อเด็กไม่สบายก็จะต้องทำพิธีเลี้ยงผี หรือหาเครื่องลางมาผูกที่ข้อมือของเด็ก ปัจจุบันในแถบทางชนบทเรายังสามารถพบเห็นการกระทำแบบนี้อยู่

     การเลี้ยงผีของคนล้านนาจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือน 4 เหนือ จนถึงเดือน 8 เหนือ ช่วงเวลานี้เราจะพบว่าตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในภาคเหนือจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษกันอย่างมากมาย ความผูกพันเกี่ยวเนื่องอยู่กับการนับถือผีนั้น สามารถพบเห็นได้จากการดำเนินชีวิตประจำวันของคนล้านนาเอง เช่น เมื่อเวลาที่ต้องเข้าป่าไปหาอาหารหรือต้องค้างพักแรมอยู่ในป่า มักจะต้องบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางเสมอ และเมื่อเวลาที่กินข้าวในป่าก็มักจะแบ่งอาหารให้เจ้าที่ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ดูเหมือนว่าอาจสำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อเวลาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในป่า เมื่อต้องถ่ายปัสสวะก็มักจะต้องขออนุญาตจากเจ้าที่ก่อนอยู่เสมอ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนล้านนาผูกผันอยู่กับการนับถือผีอย่างแยกไม่ออก

     ทุกปีในช่วงกลางฤดูร้อนจะมีการลงเจ้าเข้าทรงตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า การลงเจ้าเป็นการพบปะพูดคุยกับผีบรรพบุรุษ ซึ่งในปีหนึ่งจะมีการลงเจ้าหนึ่งครั้ง และในการลงเจ้าครั้งนี้จะถือโอกาสทำพิธีรดน้ำดำหัวผีบรรพบุรุษไปด้วย ยังมีพิธีเลี้ยงผีอยู่พิธีหนึ่งที่มักจะกระทำกันในช่วงเวลานี้และที่สำคัญในปีหนึ่งจะทำพิธีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ การเลี้ยงผีมดผีเม็ง ชาวบ้านที่ประกอบพิธีนี้ขึ้นบอกว่า การเลี้ยงผีมดผีเม็งจะเลี้ยงอยู่ 2 กรณี คือเมื่อเวลามีคนเจ็บป่วยไม่สบายในหมู่บ้านจะทำพิธีบนผีเม็งเพื่อขอใช้ช่วยรักษา เมื่อเวลาที่หายแล้วจะต้องทำพิธีเชิญวิญญาณผีเม็งมาลง และจัดหาดนตรีมาเล่นเพื่อเพิ่มความสนุกสนานแก่ผีมดผีเม็งด้วย อีกกรณีหนึ่งเมื่อไม่มีคนเจ็บป่วยในหมู่บ้าน จะต้องทำพิธีเลี้ยงผีมดผีเม็งทุกปี โดยจะต้องหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมและจะต้องกระทำระหว่างช่วงเวลาเดือน 4 เหนือ ถึง เดือน 8 เหนือ ก่อนเข้าพรรษา เพราะถ้าไม่ทำพิธีผีมดผีเม็งอาจจะไม่คุ้มครอง คนในหมู่บ้านก็ได้ ดังนั้น เมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาดังกล่าวเรามักจะพบภาพพิธีเหล่านี้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ

อ่านต่อตอนที่ 2


ที่มาข้อมูล งานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยแม่โจ้

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บอกไฟ



     ในช่วงเทศกาลยี่เป็ง(ลอยกระทง) ที่ผ่านมาชาวล้านนาจะจัดทำพุลไฟหรือบอกไฟ เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี จุดบูชาประกอบพิธีเทศน์มหาชาติหรือตั้งธรรมหลวง และเป็นเครื่องเล่นของเด็กๆล้านนา ทำให้บรรยากาศแห่งยี่เป็งเต็มไปด้วยสีสันที่สนุกสนาน บอกไฟล้านนา หรือดอกไม้ไฟที่ทำขึ้นมีหลายชนิด เช่น บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟหมื่น บอกไฟขึ้น บอกไฟจักจั่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟน้ำต้น หรือบอกไฟมะขี้เบ้า บอกไฟช้างร้อง บอกไฟเทียน เป็นต้น ส่วนเด็กๆก็มักจะเล่นบอกถบ หรือประทัด หรือจุดมะผาบ และสะโปก เพื่อให้เกิดเสียงดัง ซึ่งสัญลักษณ์ของประเพณียี่เป็ง


      บอกไฟที่นิยมจุดบูชาในช่วงประเพณียี่เป็ง เน้นที่เกิดประกายแสงงดงาม เพราะใช้จุดในเวลากลางคืน ตั้งแต่พระอาทิตย์ลับฟ้าเป็นต้นไป บอกไฟที่นิยมจุด ได้แก่ บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟบะขี้เบ้า หรือบอกไฟน้ำต้น การทำบอกไฟแต่ละชนิดมีสูตรการทำ ซึ่งแตกต่างกันไปตามสูตรของสล่าหรือช่างแต่ละคน โดยช่างบอกไฟจะใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นภาชนะบรรจุขี้เฝ่า ที่ทำมาจากดินไฟ(ดินประสิว) ผสมกับขี้ขาง (เสื้อสูบรถยนต์ที่กลึงแล้วอย่างละเอียด) ผสมกับมาด (กำมะถัน) และถ่านตามสัดส่วน แล้ว ตอกลงในกระบอกไม้ไผ่ คือ การอัดลงในกระบอกไม้ไผ่ซาง ไม้ไผ่ที่ใช้คือส่วนโคนของไม้ไผ่ ที่มีความหนากว่าส่วนปลาย อัดให้แน่นพอดี ปิดส่วนก้นกระบอกด้วยดินเหนียวแห้ง การจุด ฝังกระบอกลงไปที่พื้นดิน และอัดดินรอบๆให้แน่น ให้ปากกระบอกโผล่พ้นดิน เพื่อใส่สายสายชนวนจุดไฟแล้วลงรูปากกระบอก

     เมื่อจุดบอกไฟแล้วจะมีประกายไฟเป็นพุ่มสวยงาม เปรียบเสมือนดอกไม้เงิน ดอกไม้คำ หรือฝนห่าแก้ว ที่ปรากฏในธรรมมหาชาตินครกัณฑ์ เป็นเวสสันดรชาดกกัณฑ์สุดท้าย ที่กล่าวถึงเหตุการณ์พระเวสสันดรเสด็จออกจากป่ากลับเข้าสู่นคร ปรากฏเป็นฝนห่าแก้วตกทั่วแผ่นดิน บ้างอธิษฐานด้วยข้าวตอกดอกไม้จุดเป็นพุทธบูชา เพื่อให้ชีวิตโชติช่วงเหมือนดอกไฟที่พวยพุ่ง และในขณะที่บอกไฟพวยพุ่ง ชาวล้านนาและผู้คนที่มาชมบอกไฟนั้นก็จะพากันออกมาฟ้อนรำใต้พุ่มไฟ พร้อมด้วยเสียงฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ กลองก็จะบรรเลงกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะสล่าบอกไฟและทีมงาน ต่างออกมาโชว์ลีลากันอย่างสนุกสนาน เป็นอีกสีสันของประเพณียี่เป็งที่นับวันเริ่มจะจางหายไปจากสังคม

ขอบคุณที่มาจาก สำนักหอสมุดและสำนักบริการเทคโนโลยีและสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2561

ดำหัว ปี๋ใหม่

   
     “ ดำหัว ”หมายถึง การสระผมของคนเหนือ มีใช้ในหลายกรณี เช่น การสระผมตามปกติ การดำหัวโดยเอาน้ำส้มป่อยลูบศีรษะเพื่อไล่เสนียดจัญไร การดำหัวในวันปี๋ใหม่เมือง
ประเพณีดำหัวในวันปี๋ใหม่เมือง กำหนดให้มีขึ้นกลางเดือน 7 เหนือ ซึ่งอยู่ใน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดย
      วันที่ 12 เมษายน ชาวบ้านจะทำความสะอาดบ้านเรือนครั้งใหญ่ในรอบปี
      วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “ วันสังขารล่อง ” มีการจุดสะโป้ก เพื่อไล่สังขารหรืออายุ และ เผาขยะในตอนเช้ามืด นำเครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน มาทำความสะอาด ตากแดด เพื่อรับปีใหม่
      วันที่ 14 เมษายน คือวันเนาว์ หรือวันเน่า วันนี้ ห้ามกล่าวผรุสวาจา กล่าวร้าย ป้ายสี ด่าทอกัน จะทำให้ปากเน่าเหม็น ชีวิตหมองมัวอับศรี และห้ามสระผม ตกบ่าย จะมีการขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทรายในวัด ตอนเย็นจะมีการเตรียมอาหารคาวหวานและขนม ส่วนใหญ่นิยมทำขนมเทียน สำหรับทำบุญในวันรุ่งขึ้น
     วันที่ 15 เมษายน เป็นวันพญาวัน วันสำคัญที่สุด ตอนเช้าจะมีการนำอาหารคาวหวานที่เตรียมไว้ไปถวายพระ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว และมีการทำบุญตักบาตร ถวายเจดีย์ทราย
      ประเพณีดำหัว จะเริ่มในช่วงสายของวันพญาวันหลังจากกลับจากทำบุญที่วัดแล้ว ชาวบ้านจะนำน้ำอบ น้ำหอม น้ำขมิ้น ส้มป่อย ดอกไม้ ธูปเทียน และสิ่งของ เป็นต้นว่า เสื้อผ้า ผ้านุ่ง ผ้าขาวม้าฯ เพื่อขอขมาผู้เป็น ปู่ ตา ย่า ยาย บิดา มารดา หรือแม้แต่อัฐิหรือรูปของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป โดยผู้อาวุโสจะรับ และกล่าวอโหสิกรรม พร้อมทั้งให้พรแก่ลูกหลานหรือผู้ที่ไปร่วมด้วยถ้อยคำที่เรียบเรียงไว้อย่างสละสลวย มีคำคล้องจอง ที่ง่ายต่อการจำ (ปอนปี๋ใหม่) เมื่อท่านกล่าวจบแล้ว ก็จะนำน้ำอบน้ำหอม น้ำส้มป่อย ลูบศีรษะ ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีดำหัว
      เมื่อเสร็จการดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวแล้ว ก็จะยกขบวนกันไปดำหัวตามบ้านญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคารพนับถือคนอื่น ๆ ต่อไป จะมีการเล่นสาดน้ำกันทั้งวัน ทุกคนจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สรวลเสเฮฮา ร้องรำ ทำเพลง ซึ่งมักใช้ดนตรีพื้นบ้านประเภทกลองสิ้งม้อง หรือสะล้อซอซึง ตามถนัด บรรเลงไปด้วยบรรยากาศที่สนุกสนาน อบอุ่น เปี่ยมล้นด้วยความรัก ความมีไมตรีต่อกัน ประเพณีดำหัวของชาวแพร่เป็นประเพณีปฎิบัติสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านจิตใจ คุณธรรมที่แฝงอยู่ในประเพณีดำหัวคือ ความกตัญญูกตเวที ต่อ บิดา มารดา และบุพการี ตลอดจนผู้มีอุปการคุณ การให้ทาน การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้อภัยซึ่งกันและกัน การแสดงความปรารถนาดีต่อกัน การสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ ควรคู่กับการปฎิบัติสืบต่อไป....

 ที่มา....ศูนย์วัฒนธรรมล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่/ขอบคุณภาพจาก Google
เขียนเรียบเรียง คมสัน  หน่อคำ 083-7373307














x

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เฮือนเย็น




      เฮือนเย็น เป็นหนึ่งในความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่เชื่อมโยงพิธีกรรม ความเชื่อ ศาสนา ไสยศาสตร์และชุมชนไว้ด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมแก่ผู้เสียชีวิตที่ผู้ยังมีชีวิตได้ร่วมกันกระทำให้เป็นการแสดงความห่วงใยที่ปัจจุบันได้จางหายไปจากสังคม จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่ากันว่า หากมีการเสียชีวิตที่ผิดแปลกจากธรรมดาอย่าง เช่น นอนหลับตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ผู้ตายเป็นคนแข็งแรง ชาวบ้านจะช่วยกันตะโกนเรียกชื่อของผู้เสียชีวิตดังๆ โดยจะตะโกนกันเป็นทอดๆ เพื่อเรียกขวัญของผู้ตายให้กลับคืนสู่ร่าง บางคนก็จะทำการทุบบ้านตีฝา เพื่อเรียกหรือปลุกผีหอผีเฮือนให้ช่วยตามหาขวัญของผู้ตายอีกที่ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมี “ขวัญ” อยู่ประจำชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิด ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็จะเป็นสิริมงคลอยู่เป็นสุขสบาย มีจิตใจมั่นคง แต่ถ้าตกใจหรือเสียขวัญ ขวัญก็จะออกจากร่างไป ซึ่งเรียกว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น ซึ่งหากขวัญไม่กลับเข้าร่างก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

      ดังนั้นก่อนพิธีณาปณกิจญาติผู้เสียชีวิตจะไม่ตอกฝาโลงศพหรือฉีดน้ำยาฟอร์มารีนเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าขวัญอาจตกหล่นอยู่ที่ไหนสักแหล่งและกำลังหาทางกลับเข้าร่างอยู่ และถ้าหากครบวันสวดอภิธรรมศพตามกำหนดแล้วก็จะถือว่าผู้ตายได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ซึ่งในระหว่างมีศพตั้งสวดบำเพ็ญกุศลอยู่นั้นชาวบ้านจะเรียกเฮือนหลังนั้นว่า “เฮือนศพ”จนกว่าจะมีการนำผู้ตายไปเผาศพเสร็จสิ้น เฮือนที่จัดงานศพนั้นชาวบ้านก็จะเปลี่ยนมาเรียกว่า “เฮือนเย็น” แทนเนื่องจากในขณะที่มีงานอยู่นั้นจะมีเสียงผู้คุยกันตลอดเวลาจากการจัดงานศพ แต่หลังจากเผาศพแล้วบเฮือนที่จัดงานก็จะมีแต่ความเสียใจและเศร้าโศกของญาติพี่น้องที่ได้สูญเสียคนในครอบครัวไป เฮือนก็จะเงียบเหงาเยือกเย็นจริงๆ ญาติพี่น้องและบ้านใกล้เรือนเคียงก็จะมาอยู่เป็นเพื่อน ระบายทุกข์ในใจให้คลายความเศร้าห่างหาย โดยพวกผู้หญิงก็จะทำขนมเล็กๆน้อยๆมานั่งกินกันปรับทุกข์กันไป วางแผนการใช้ชีวิตใหม่เพื่อให้อยู่คงอยู่ดำรงชีวิตต่อไป ซึ่งจะทำเช่นนี้เป็นเวลาเจ็ดวันจน “ออกกรรม” เฮือนเย็นที่มีแต่ความเสียใจ ก็จะถือว่าเป็นการสิ้นสุดความโศกเศร้าเสียใจ ผู้คนก็จะกลับมาใช้ชีวิตต่อไป....มันก็เป็นจะอี้เอง......


ขอบคุณข้อมูล “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด”,ผะญา ล้านนา gotoknowและรูปภาพประกอบจาก Google

เขียนและเรียบเรียงโดย
นายคมสัน   หน่อคำ
083-7373307