แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลอยกระทง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลอยกระทง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บอกไฟ



     ในช่วงเทศกาลยี่เป็ง(ลอยกระทง) ที่ผ่านมาชาวล้านนาจะจัดทำพุลไฟหรือบอกไฟ เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา บูชาพระเกศแก้วจุฬามณี จุดบูชาประกอบพิธีเทศน์มหาชาติหรือตั้งธรรมหลวง และเป็นเครื่องเล่นของเด็กๆล้านนา ทำให้บรรยากาศแห่งยี่เป็งเต็มไปด้วยสีสันที่สนุกสนาน บอกไฟล้านนา หรือดอกไม้ไฟที่ทำขึ้นมีหลายชนิด เช่น บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟหมื่น บอกไฟขึ้น บอกไฟจักจั่น บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟน้ำต้น หรือบอกไฟมะขี้เบ้า บอกไฟช้างร้อง บอกไฟเทียน เป็นต้น ส่วนเด็กๆก็มักจะเล่นบอกถบ หรือประทัด หรือจุดมะผาบ และสะโปก เพื่อให้เกิดเสียงดัง ซึ่งสัญลักษณ์ของประเพณียี่เป็ง


      บอกไฟที่นิยมจุดบูชาในช่วงประเพณียี่เป็ง เน้นที่เกิดประกายแสงงดงาม เพราะใช้จุดในเวลากลางคืน ตั้งแต่พระอาทิตย์ลับฟ้าเป็นต้นไป บอกไฟที่นิยมจุด ได้แก่ บอกไฟยิง บอกไฟข้าวต้ม บอกไฟดอก บอกไฟดาว บอกไฟบะขี้เบ้า หรือบอกไฟน้ำต้น การทำบอกไฟแต่ละชนิดมีสูตรการทำ ซึ่งแตกต่างกันไปตามสูตรของสล่าหรือช่างแต่ละคน โดยช่างบอกไฟจะใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นภาชนะบรรจุขี้เฝ่า ที่ทำมาจากดินไฟ(ดินประสิว) ผสมกับขี้ขาง (เสื้อสูบรถยนต์ที่กลึงแล้วอย่างละเอียด) ผสมกับมาด (กำมะถัน) และถ่านตามสัดส่วน แล้ว ตอกลงในกระบอกไม้ไผ่ คือ การอัดลงในกระบอกไม้ไผ่ซาง ไม้ไผ่ที่ใช้คือส่วนโคนของไม้ไผ่ ที่มีความหนากว่าส่วนปลาย อัดให้แน่นพอดี ปิดส่วนก้นกระบอกด้วยดินเหนียวแห้ง การจุด ฝังกระบอกลงไปที่พื้นดิน และอัดดินรอบๆให้แน่น ให้ปากกระบอกโผล่พ้นดิน เพื่อใส่สายสายชนวนจุดไฟแล้วลงรูปากกระบอก

     เมื่อจุดบอกไฟแล้วจะมีประกายไฟเป็นพุ่มสวยงาม เปรียบเสมือนดอกไม้เงิน ดอกไม้คำ หรือฝนห่าแก้ว ที่ปรากฏในธรรมมหาชาตินครกัณฑ์ เป็นเวสสันดรชาดกกัณฑ์สุดท้าย ที่กล่าวถึงเหตุการณ์พระเวสสันดรเสด็จออกจากป่ากลับเข้าสู่นคร ปรากฏเป็นฝนห่าแก้วตกทั่วแผ่นดิน บ้างอธิษฐานด้วยข้าวตอกดอกไม้จุดเป็นพุทธบูชา เพื่อให้ชีวิตโชติช่วงเหมือนดอกไฟที่พวยพุ่ง และในขณะที่บอกไฟพวยพุ่ง ชาวล้านนาและผู้คนที่มาชมบอกไฟนั้นก็จะพากันออกมาฟ้อนรำใต้พุ่มไฟ พร้อมด้วยเสียงฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ กลองก็จะบรรเลงกันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะสล่าบอกไฟและทีมงาน ต่างออกมาโชว์ลีลากันอย่างสนุกสนาน เป็นอีกสีสันของประเพณียี่เป็งที่นับวันเริ่มจะจางหายไปจากสังคม

ขอบคุณที่มาจาก สำนักหอสมุดและสำนักบริการเทคโนโลยีและสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลอยกระทง เมืองแป้


     ใกล้จะเข้าเทศกาลลอยกระทงแล้ว ผู้คนต่างตื่นเต้นและพูดคุยกันไปต่างๆนานาเกี่ยวกับงานลอยกระทงที่จะมีขึ้น ซึ่งวันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 คำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน(ปีนี้ ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายนพ.ศ.2561) ตามปฏิทินสุริยคติ ซึ่งก่อนถึงวันลอยกระทงเราจะตัดต้นกล้วยเพื่อทำกระทงกัน โดยจะตัดต้นกล้วยเป็นแว่นๆหนาประมาณ 2-3 นิ้ว และนำใบตองมาทำพับเป็นกลีบๆติดรอบกระทงประดับด้วยดอกไม้ให้สวยงาม เพื่อนำไปลอยในแม่น้ำลำคลองต่างๆ เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด และเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

     ซึ่งประเพณีการลอยกระทงเป็นขนบธรรมเนียมเพื่อความบันเทิงเริงใจ ผู้คนต่างนัดพบปะสังสรรคกัน ทั่วทุกแห่งจะเปิดเพลงลอยกระทงเพื่อฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน โดยเพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งวงสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง “รำวงลอยกระทง” มีเนื้อร้องว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ”

     สำหรับชาวล้านนานั้นในคืนวันลอยกระทงจะนิยมจุดผางประทีสเป็นพุทธบูชา สืบเนื่องมาจากตำนานพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระศรีอริยะเมตไตร พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ได้ถือกำเนิดจากแม่กาเผือก วันหนึ่งขณะที่แม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองของแม่กาเผือกถูกพัดตกจากรังไหลไปตามแม่น้ำ มีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์เก็บไข่ไปเลี้ยง เมื่อไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์เป็นเพศชาย และได้บวชเป็นฤๅษีทั้งห้าองค์ เมื่อฤๅษีทั้งห้าได้พบกัน จึงไต่ถามถึงมารดาของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็ตอบว่า แม่ไก่เก็บมาเลี้ยง แม่นาคเก็บมาเลี้ยง แม่เต่าเก็บมาเลี้ยง แม่โคเก็บมาเลี้ยง และแม่ราชสีห์เก็บมาเลี้ยง ฤๅษีทั้งห้าองค์จึงสงสัยว่า แม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ ด้วยคำอธิษฐาน จึงทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกบินลงมาเล่าเรื่องในอดีตให้ฤๅษีทั้งห้าฟัง และได้บอกว่าหากคิดถึงหากคิดถึงแม่ ให้นำด้ายดิบมาฟั่นเป็นตีนกาจุดเป็นประทีปบูชาในวันยี่เป็ง ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายประทีป ตีนกา จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์

     เทศกาลลอยกระทงเป็นขนบธรรมเนียมอันดีงาม เป็นการขอขมาที่เรามนุษย์ทั้งหลายได้ล่วงเกินต่อแม่น้ำคงคา และมีความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นประเพณีอันดีงามของคนไทยที่ต่างชาตินิยมชมชม เราควรหวงแหนและประพฤติปฎิบัติรักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามสืบต่อไป........