แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองแพร่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองแพร่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ลอยกระทง เมืองแป้


     ใกล้จะเข้าเทศกาลลอยกระทงแล้ว ผู้คนต่างตื่นเต้นและพูดคุยกันไปต่างๆนานาเกี่ยวกับงานลอยกระทงที่จะมีขึ้น ซึ่งวันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 คำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน(ปีนี้ ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายนพ.ศ.2561) ตามปฏิทินสุริยคติ ซึ่งก่อนถึงวันลอยกระทงเราจะตัดต้นกล้วยเพื่อทำกระทงกัน โดยจะตัดต้นกล้วยเป็นแว่นๆหนาประมาณ 2-3 นิ้ว และนำใบตองมาทำพับเป็นกลีบๆติดรอบกระทงประดับด้วยดอกไม้ให้สวยงาม เพื่อนำไปลอยในแม่น้ำลำคลองต่างๆ เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด และเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

     ซึ่งประเพณีการลอยกระทงเป็นขนบธรรมเนียมเพื่อความบันเทิงเริงใจ ผู้คนต่างนัดพบปะสังสรรคกัน ทั่วทุกแห่งจะเปิดเพลงลอยกระทงเพื่อฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน โดยเพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งวงสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง “รำวงลอยกระทง” มีเนื้อร้องว่า “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ”

     สำหรับชาวล้านนานั้นในคืนวันลอยกระทงจะนิยมจุดผางประทีสเป็นพุทธบูชา สืบเนื่องมาจากตำนานพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระศรีอริยะเมตไตร พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ได้ถือกำเนิดจากแม่กาเผือก วันหนึ่งขณะที่แม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองของแม่กาเผือกถูกพัดตกจากรังไหลไปตามแม่น้ำ มีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์เก็บไข่ไปเลี้ยง เมื่อไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์เป็นเพศชาย และได้บวชเป็นฤๅษีทั้งห้าองค์ เมื่อฤๅษีทั้งห้าได้พบกัน จึงไต่ถามถึงมารดาของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็ตอบว่า แม่ไก่เก็บมาเลี้ยง แม่นาคเก็บมาเลี้ยง แม่เต่าเก็บมาเลี้ยง แม่โคเก็บมาเลี้ยง และแม่ราชสีห์เก็บมาเลี้ยง ฤๅษีทั้งห้าองค์จึงสงสัยว่า แม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ ด้วยคำอธิษฐาน จึงทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกบินลงมาเล่าเรื่องในอดีตให้ฤๅษีทั้งห้าฟัง และได้บอกว่าหากคิดถึงหากคิดถึงแม่ ให้นำด้ายดิบมาฟั่นเป็นตีนกาจุดเป็นประทีปบูชาในวันยี่เป็ง ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายประทีป ตีนกา จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์

     เทศกาลลอยกระทงเป็นขนบธรรมเนียมอันดีงาม เป็นการขอขมาที่เรามนุษย์ทั้งหลายได้ล่วงเกินต่อแม่น้ำคงคา และมีความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นประเพณีอันดีงามของคนไทยที่ต่างชาตินิยมชมชม เราควรหวงแหนและประพฤติปฎิบัติรักษาไว้ซึ่งประเพณีอันดีงามสืบต่อไป........

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ตอนที่ 3 สิ้นนามสกุล ณ แพร่

เจ้าพิริยะเทพวงศ์


      การที่พะกาหม่องคุมไพร่พลสมัครพรรคพวกก่อการจลาจลขึ้น เพราะมีต้นเหตุดังที่หม่อมเจ้าพูนพิสมัย ดิศกุล ธิดาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงไว้ในหนังสือ “แพร่ – น่าน” ว่า “ส่วนต้นเหตุของเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินจากเสด็จพ่อว่าเรื่องเดิมนั้น พะกาหม่องเป็นลูกหนี้เจ้านางแว่นทิพย์ น้องเจ้าฟ้าเชียงตุงอยู่ 4,000 บาท และไม่มีจะใช้จึงหนีมาอาศัยกับพวกพ้องอยู่ในเมืองแพร่ วันหนึ่งเห็นเจ้าหน้าที่ขนเงินส่วยเข้าไปที่ศาลากลาง ก็นึกขึ้นว่า ถ้าได้เงินนี้ไปใช้หนี้ก็จะสามารถกลับไปบ้านได้ แล้วพะกาหม่องก็รวบรวมไพร่พลทำการบุกเข้าไปปล้น เผอิญประจวบกับทำการได้โดยสะดวก จึงเลยคิดการใหญ่ขึ้นกลายเป็นก่อกบฏไป”
เมื่อทางฝ่ายรัฐบาลสยามทราบเหตุการณ์จลาจลในเมืองแพร่ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เป็นแม่ทัพใหญ่แต่งทัพขึ้นมาปราบปรามพวกโจรเงี้ยว จนสงบราบคาบในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2445


     ส่วนทางเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่นั้น ด้วยความเกรงกลัวในความผิด ที่ไม่ต่อสู้ป้องกันบ้านเมือง และต้องสงสัยว่าคบคิดกับพวกโจรเงี้ยวก่อการจลาจล ซึ่งทางเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีแม่ทัพใหญ่ ยังมิไม่ได้สอบสวนความผิด ด้วยความเกรงพระราชอาญาดังกล่าว เจ้าหลวงเมืองแพร่ จึงหลบหนีออกจากเมืองแพร่ ในวันที่ 25 กันยายน ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ออกทางประตูศรีชุม ทางฝ่ายเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ทราบข่าวการหลบหนีของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ ก็สั่งเจ้านายทั้งในเมืองแพร่ เมืองน่าน และข้าราชการตำรวจทหารออกสกัดกั้น แต่ก็ไม่ทันต่อมาจึงทราบว่า เจ้าหลวงเมืองแพร่กับพวกหลบหนีออกไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบางเสียแล้ว โดยเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ได้อาศัยอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจนสิ้นชีวิต ณ ที่นั้น

      ต่อมา นายพลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์ทนตรี ได้ประกาศให้ข้าราชการและราษฎรในเขตแขวงเมืองแพร่ และชนทั้งหลายทราบทั่วกันโดยมีใจความสรุปว่า “เจ้าพิริยะเทพวงศ์เจ้าผู้ครองนครแพร่ ได้ละทิ้งหน้าที่ราชการหายไป โดยไม่ได้แจ้งว่าจะไปหรือมีธุระอันจำเป็นจะต้องไป และทั้งไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้เป็นใหญ่ในหน้าที่ราชการด้วย โดยไม่เต็มใจจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกต่อไปแล้ว และตามกฎหมายของบ้านเมืองถือในพระราชกำหนดบทอัยการลักษณะขบถศึก มาตรา 15 มีข้อความว่า ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้ให้ผู้ใดครองเมืองรั้งเมือง ถ้าผู้นั้นละทิ้งหน้าที่ราชการบ้านเมืองของตนไปเสีย โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุการณ์อันควรไป หรือไม่ได้ขออนุญาตต่อผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในหน้าที่ราชการแล้ว ผู้นั้นต้องรับโทษเป็นอย่างเบาที่สุดก็คือ ให้ถอดออกจากหน้าที่ราชการที่ตนได้รับตำแหน่งอยู่นั้นเสีย เพราะฉะนั้น จึงประกาศให้ข้าราชการและราษฎรในเขตเมืองแพร่ทราบทั่วกัน”
ด้วยเหตุกบฏเงี้ยว เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่ จึงถูกถอดบรรดาศักดิ์ออกเป็น “นายน้อยเทพวงศ์” แต่นั้นมา จึงเป็นสาเหตุไม่มีนามสกุล “ณ แพร่” ส่วนเชื้อวงศ์ของเจ้าเมืองแพร่ยังมีเหลืออยู่ ได้แยกวงศ์ตระกูลและยังอาศัยอยู่ในเมืองแพร่ เรื่อยมา
วีรกรรมของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่) ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาราชฤทธานนท์พหลภักดี” ซึ่งพยายามที่จะรวบรวมกำลังต่อสู้กับพวกโจรเงี้ยว แม้จะไม่มีอาวุธเพียงพอก็ตาม และในขณะที่พวกโจรเงี้ยวปล้นเมืองนั้น ก็มิได้มีความพะวงถึงครอบครัวบุตรภรรยา และทรัพย์สมบัติของตน โดยเห็นแก่บ้านเมืองเป็นส่วนใหญ่ ผลที่สุดต้องถูกพวกโจรเงี้ยวฆ่าตายอย่างทารุณ นับว่าเป็นผู้เสียสละชีพเพื่อประเทศบ้านเมืองอย่างน่าสรรเสริญ และเป็นตัวอย่างอันดีแก่ประชาชนทั่วไป ทางการจึงได้สร้างศิลาจารึกเป็นอนุสาวรีย์แก่พระยาราชฤทธานนท์พหลภักดี เพื่อระลึกถึงคุณความดีและการเสียสละ.....


อ้างอิงจาก หนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๘ (ปราบเงี้ยวตอนที่ 2) พ.ศ. 2505,หนังสือจังหวัดแพร่ งานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ 2500และหนังสือ "คนดีเมืองเหนือ" ของสงวน โชติสุขรัตน์










เรียบเรียงโดย นายคมสัน หน่อคำ

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

ต้องเดินถึงจะแพร่ : Must walk to reach Phrae

ขอบคุณภาพบรรยากาศสวยๆในเมืองแพร่จาก thetravelerz

     วันนี้จังหวัดแพร่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก โดยส่วนมากจะมาเที่ยวแบบทัวร์คือนั่งรถโดยสารมากันเป็นหมู่คณะ แวะเที่ยวตามจุดต่างๆ แต่ความจริงแล้วการที่จะเที่ยวเมืองแพร่แล้วให้เข้าถึงความเป็น “เมืองแป้ แท้จริงแล้วมีมากมายหลายวิธี อย่างเช่น รถรางที่สามารถให้บริการนำนักท่องเที่ยวชมเมืองและแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเก่า ที่สามารถให้บริการเป็นหมู่คณะ ครั้งละ 20-30 คนต่อคัน ใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็สามารถเที่ยวได้เกือบทั่ว แต่ถ้าหากมากันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 6-7 คน ก็ต้องเที่ยวในสไตล์ “นั่งสามล้อผ่อเมืองแป้” โดยมีนักปั่นน่องเหล็กคอยให้บริการปั่นให้นั่งชมเมืองได้เช่นกัน และถ้าอยากจะออกกำลังด้วยขาของตนเองก็สามารถหาเช่ายืมจักรยานถือแผนที่ปั่นเที่ยวเองก็ได้เช่นกัน ซึ่งการเที่ยวแบบนี้ก็มีเสน่ห์ตรงที่สามารถไปไหนก็ได้ด้วยตัวเอง แต่หากคุณต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแพร่แท้จริงแล้วก็ต้องเที่ยวด้วยสองขาแบบเดิน สไตล์แบ็คแพ็คสะพายเป้ เดินถือแผนที่เที่ยว คุณจะได้พบกับสิ่งใหม่ๆ ถนนสายใหม่ที่ไม่รู้จัก สังคมใหม่ ผู้คนหลากหลาย สัมผัสวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ที่คุณจะประสบด้วยตัวคุณเอง แท้จริงแล้วเมืองแพร่มีอะไรมากว่าที่คุณเห็นจากหน้าในกระดาษแนะนำการท่องเที่ยว เพียงใช้สองขาออกก้าวเดิน พูดคุย ทักทาย และการสื่อสารที่ดี ง่ายที่สุดในโลกคือรอยยิ้ม ยกตัวอย่างเช่น ชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามเส้นทาง ลุง ป้า น้า อา พี่หนาน ก็สามารถบอกทางได้หมด ยิ้มบ้าง ชี้มือ ชี้ไม้บ้าง อู้เมียงผสมฝาหรั่ง เกิดเป็นสำเนียงใหม่แบบ (Language city) เพียงรู้ภาษาอังกฤษเล็กน้อยไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย (turn left) เลี้ยวขวา (Turn right) หรือ ตรงไป (go straight) เลยทำให้ทุกวันนี้เกิดธุรกิจโฮมสเตย์มากมาย ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้ สามารถพบเจอกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ที่ยังดำรงคงเดิมกับสายกาลเวลาที่ไหลผ่านเรื่องราวที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ยามเช้าเพียงคุณตื่นมาก็สามารถเดินไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาด (กาดหมั๊ว) หรือเดินชิลๆ รับละอองไอหมอก ก็จะพบเห็นผู้คนออกมายืนรอพระเพื่อใส่บาตรที่หน้าบ้าน ฟังเสียงพระสวดเป็นจังหวะ ช่างเป็นบุญที่อิ่มใจ สำหรับผู้ใส่บาตรและผู้พบเห็นเหลือเกิน บางเทศกาลคุณอาจจะได้พบกับเสียงสวดภาษาคำเมืองที่ดังลอดรั้วจากพ่ออาจารย์ที่ท่องสวดบูชาท้าวทั้งสี่ (เทพารักษ์ผู้เฝ้าดูแลรักษาชีวิต ป้องกันภัยต่างๆ มิให้กล้ำกรายผู้คนที่อยู่อาศัยในบ้านที่ชาวล้านนานับถือ) สาวท้าวก้าวเดินต่อไป ชีวิตยามเช้าเริ่มเปลี่ยนเป็นการสัญจรเพื่อทำกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน เด็กๆ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ผู้ใหญ่รีบไปทำงาน แม่ค้าขนมจีนเริ่มต้มน้ำซุปกระดูกยิ่งใกล้ยิ่งได้กลิ่นหอม โดยเฉพาะกระเทียมเจียวกากหมูที่กระตุ้นต่อมหิวจนเดินต่อไปไม่ไหวต้องแวะจอดพักขาเติมพลังกับขนมจีนน้ำใสอาหารเอกลักษณ์ของเมืองแพร่ อาจจะเช้าไปแม่ค้ายังเตรียมขายไม่เสร็จแต่ก็สามารถนั่งพูดคุยหิ้วท้องรอกันไป ชมวิธีทำขนมจีนและจีบแม่ค้าถึงเคล็ดลับความอร่อยที่เมื่อได้กินขนมจีนเมืองแพร่แล้วจะไม่มีวันลืม เมื่อบรรจุท้องก็พาสองขาเดินเที่ยวต่อไปเพราะ “ต้องเดินถึงจะแพร่ : Must walk to reach Phrae”
เขียนโดย คมสัน  หน่อคำ
083-7373307

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

chapter I : กำเนิด เกิดเมืองแพร่

เด่นชัย แพร่
ภาพประตูสู่ล้านนา เมืองแพร่
เรียบเรียงโดย คมสัน หน่อคำ 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2558 บ้านเรา(จังหวัดแพร่)ได้จัดเสวนาเชิงวิชาการเมืองแพร่ศึกษาในเรื่อง อัตลักษณ์ ตัวตน คนเมืองแพร่ที่จัดโดยโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพร่ โดยมีนักวิชาการ,นักคิด-นักเขียน,ศิลปิน,เครือข่ายลูกหลานเมืองแพร่และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ประชุมเสวนาในครั้งนี้ด้วย ทำให้มีความภูมิใจในถิ่นกำเนิดที่เป็นคนแพร่และเข้าใจในเรื่องราวต่างๆของเมืองแพร่มากขึ้น ซึ่งมีมากมายหลายเรื่องให้เข้าใจถึงตัวตนของเมืองแพร่

กำเนิดเมืองแพร่ เริ่มต้นแต่สมัยใดนั้นยังไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สามารถยืนยันได้ พื้นที่จังหวัดแพร่นั้นเป็นแอ่งแพร่เป็นแอ่งขนาดกลางมีแม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านแอ่ง โดยปรากฎว่ามีมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณด้านทิศตะวันออกของเมืองแพร่ ที่บ้านนาตอง(ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่) จากการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณก่อนประวัติศาสตร์พร้อมเครื่องมือหิน อายุประมาณ 4,000 ปี 

จากหลักฐานการค้นพบทำให้สันนิษฐานว่ามีการอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่ม ต่อมาพัฒนาเป็นชุมชนหมู่บ้านและขยายตัวเป็นเมืองที่มีระบบการปกครองที่ซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งกลุ่มชนคนดั่งเดิมในบริเวณนี้ก็คือกลุ่มชนชาติตระกูลมอญ-เขมร ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ลัวะยังปรากฏในตำนานของพระธาตุช่อแฮ ขุนลัวะอ้ายก๊อม ผู้นำลัวะคนสำคัญของเมืองแพร่ที่มีโอกาสได้เข้ากราบพระพุทธเจ้าและได้รับประทานพระเกศาเป็นที่ระลึก ภายหลังได้นำพระเกศาไปไว้ในถ้ำที่อยู่ใกล้ ณ บริเวณแห่งนี้ จนถูกยกขึ้นเป็นผีอารักษ์ผู้ดูแลวัดพระธาตุช่อแฮ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า เมืองแพร่เป็นเมืองรุ่นแรกบริเวณลุ่มแม่น้ำยมและสร้างขึ้นอย่างช้าประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 เกิดความเชื่อเรื่องผีเป็นหลักเหมือนกับเมืองน่าน

เนื่องจากเมืองพลนครหรือเมืองแพร่เป็นเมืองหน้าด่านกั้นระหว่างอาณาจักรสุโขทัย,อยุธยาและล้านนา จึงทำให้เมืองพลนครมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในหน้าประวัติศาสตร์ที่ปรากฎบนบันทึกของอาณาจักรต่างๆ เช่น ในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 9 ราชวงศ์มังราย อาณาจักรล้านนามีความเข้มแข็งต้องการแพร่ขยายอาณาจักร จึงทรงให้พระราชมารดายกทัพมาตีแคว้นพล ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างอาณาจักรสุโขทัยที่ถูกผนวกอาณาจักรอยุธยา ทำให้แคว้นพลถูกผนวกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนา จากการโจมตีของเมืองเชียงใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า คือ ปืนใหญ่ชื่อ ปู่เจ้าซึ่งในขณะนั้นเมืองแพร่มีกำแพงเมืองก่อด้วยดินใช้วิธีรับข้าศึกด้วยการปิดเมือง จึงไม่สามารถป้องกันเมืองจากแสนยานุภาพปืนใหญ่ไว้ได้ สุดท้ายจึงยอมสวามิภักดิ์และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาและรับเอาอิทธิพลล้านนาต่างๆเข้าสู่เมืองแพร่ ตั้งแต่นั้นมา

เมืองแพร่นั้นผ่านยุคสมัยต่างๆมาอย่างยาวนาน เช่น ยุคเมืองหน้าด่านล้านนา, ยุคประเทศราชของพม่า ,ยุคประเทศราชสยามและผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยาม เปลี่ยนแปลงเป็นประเทศไทยจนเป็นจังหวัดแพร่เป็น คนไทยจนถึงปัจจุบัน.......
สำหรับบทความนี้ต้องขอขอบคุณเอกสาร อัตลักษณ์ ตัวตน คนเมืองแพร่จากโครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแพร่ ที่ทำให้รู้จักเมืองแพร่มากยิ่งขึ้น