แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มสาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุ่มสาว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563

“เสียผี”ตอนที่ 1


     เสียผี เป็นวลีหรือประโยคที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆสำหรับชาวล้านนา สำหรับความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายถึง เมื่อการทำพิธีเซ่นพลีเสียผีตามความผิดให้หนักเป็นเบา เพื่อให้ผียกโทษและขอขมาในความผิดเชิงชู้สาวตามประเพณีท้องถิ่น
          การเสียผีก่อนจะเกินขึ้นนั้นจะต้องมีการกระทำที่เรียกว่า “ผิดผี” หรือ “ผึ๊ดผี” ก่อนโดยมีอยู่ 2 แบบ คือ
 1. เมื่อฝ่ายได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” และฝ่ายหญิงยินยอมล่มหัวจมท้าย  คือ  ยินยอมที่จะแต่งงานตามประเพณีเพื่อร่วมชีวิตด้วย  ข้อนี้เมื่อฝ่ายผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้ทำการตกลงกันได้ทั้งผู้ใหญ่ของสองฝ่าย ยินยอมให้หนุ่มสาวแต่งงานอยู่กินด้วยกันตามประเพณี  ก็จัดให้มีการ  “เสียผี”  ในแบบที่เรียกว่าเสียเอาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ใส่เอา”  คือ การใส่ผีแบบยินยอมที่จะแต่งงานกันตามประเพณี
2.  เมื่อฝ่ายชายได้กระทำการ “ผิ๊ดผี” ไปแล้วแต่ว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชอบในตัวชายหรือหญิง  คือ ไม่มีความอาลัยไยดีและไม่ยินยอมที่จะแต่งงานด้วยกัน ถือว่าเป็นการผิ๊ดผีแต่ภายนอก แบบนี้จะต้องมีการ  “เสียผี  หรือ “ใส่ผี”  แบบที่เรียกกันว่า  “ใส่ไม่เอา”  คือยินยอมใส่ผีหรือเสียผีเหมือนกัน แต่เมื่อใส่หรือเสียไปแล้วก็ไม่ต้องมีการแต่งงานกัน ฝ่ายชายจะหนักหน่อย  คือ ต้องเสียทั้งผีและต้องเสียทั้งค่าทำขวัญด้วย  หรือบางที ดีไม่ดีก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาฐานกระทำการอนาจารอีกด้วย
ในอดีตมีผู้ชายจากถิ่นที่ไม่ใช่ชาวล้านนาที่รู้ไม่จริง เกี่ยวกับเรื่องการผิ๊ดผี” เห็นว่าการใส่ผีหรือเสียผีในราคาถูก เมื่อได้โอกาสก็ทำการลวนลามผู้หญิงล้านนาเอา ปรากฎว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้ถูก หนุ่มเจ้าถิ่น” รุมซ้อมเอาจนต้องนอนหยอดข้าวต้มกันเลยก็มีนับไม่ถ้วน และยังถูกจับดำเนินคดี  เพราะเหตุว่า “ฝ่ายเจ้าถิ่น”ถือว่า “ฝ่ายต่างถิ่น” ได้กระทำการดูถูกดูแคลนและทำให้จารีตประเพณีอันดีงามของเขาเสียไป  ชายหนุ่มเจ้าถิ่น ซึ่งเป็นคนรักถิ่น ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนได้  บางครั้งบางคราวก็จะมีการใช้ศาลเตี้ยตัดสินด้วยการดักยิง  หมายเอาจนถึงกับสิ้นชีวิตไปก็เคยมี....อ่านต่อตอนที่ 2

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

อาขยานล้านนา มาตรวัดอายุ

ขอบคุณภาพจาก Googleและศิลปินล้านนา



     มีคำมะเก่าอยู่บทหนึ่งที่ท่านผู้อ่านหลายคนต้องเคยได้สดับรับฟังมากันบางแล้ว มันเป็นโคลงกลอนคำเมืองล้านนา กล่าวถึงช่วงอายุของคน ที่มีอยู่ว่า......


“สิบปี๋ อาบน้ำบ่หนาว” ช่วงอายุ 10 ปี ยังเป็นเด็กไม่รู้จักร้อนไม่รู้จักหนาว เล่นสนุกอย่างเดียว แม้อากาศจะหนาวเย็นเพียงไร เวลาอาบน้ำก็ไม่มีอาการหนาว โดยเฉพาะหน้าหนาว

ซาวปี๋ แอ่วสาวบ่ก๋าน” ในอดีตประเพณีแอ่วสาว หรือการไปจีบสาวถึงบ้านผู้หญิง พอตกกลางคืนชายวัยรุ่นจากต่างหมู่บ้านกัน จะไปแอ่วสาวที่หมู่บ้านใกล้ ๆ ด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน มองเห็นทางได้ด้วยไต้ส่องไฟ ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานกลางวันอย่างไร ตกกลางคืนก็ต้องไปแอ่วสาวให้ได้ พอไปถึงบ้านหญิงที่ตนหมายตาก็จะขึ้นไปทักทายพูดคุยหยอกล้อ บางทีมีการว่ากลอนด้วยนะ หากว่าพ่อแม่ผู้หญิงยังไม่รู้จักก็จะนั่งอยู่ด้วย พูดคุยกันไปโดยอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ตลอด ดังนั้นการแอ่วสาว บ่ ก๋านก็คือ ลำบากยังไง ไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือรู้สึกถึงความยาก

“สามสิบปี๋ บ่หน่ายสงสาร”
ช่วงอายุ 30 ปี อยากกินอยากเที่ยว คนสมัยแต่ก่อนก็ดำรงชีวิตด้วยความใกล้ชิดธรรมชาติ การล่าสัตว์ การไปนอนค้างตามป่าเขา ทำให้เพลิดเพลิน

“สี่สิบปี ยะก๋านเหมือนฟ้าผ่า” สีสิบปีเป็นวัยทำงาน ที่ต้องทำงานเหมือนฟ้าผ่า คือ การทำไร่นาไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อครอบครัวและคนกินมากใช้มากต้องรีบทำ งานให้เร็วเพื่อให้ครอบครัวลูกเมียพออยู่พอกิน

“ห้าสิบปี๋ สาวน้อยด่าบ่เจ็บใจ๋ อายุห้าสิบผ่านมาครึ่งชีวิต มีความเป็นผู้ใหญ่ สุขุมรอบครอบมากขึ้น แต่ที่สาวน้อยด่าบ่เจ็บใจ๋นั้น เพราะเริ่มมีความกุ๋มกลิ่มชอบสิ่งสวยๆงามๆ

“หกสิบปี๋ ไอเหมือนฟานโขก” อายุเข้าเลขหลักหก โรคภัยเข้ารุมเร้า ไอค๊อกไอแค๊ก เสียงเหมือน ตัวฟาน(อีเก้ง) เวลามันโขก หรือร้องเรียกกันในป่าจะดังไปสามบ้าน แปดบ้าน

“เจ็ดสิบปี๋ บะโฮกเต๋มตั๋ว” เจ็ดสิบปีแล้ว ก็เริ่มมีอาการเป็นเม็ด – ตุ่ม – ฯลฯ ที่คนแก่มีกัน ที่เหมือนกับผิวหนังตกกระแห้งเหี่ยว

“แปดสิบปี๋ ไค่หัวเหมือนไค่ไห้ แปดสิบแล้ว เสียงหัวเราะก็ยังเหมือนเสียงร้องไห้

“อายุเก้าสิบปี ไข้ก่อต๋าย บ่ไข้ก่อต๋าย” อายุเกินเก้าสิบไปแล้ว จะเจ็บไข้หรือไม่เจ็บไข้ ก็ใกล้จะลงโลงแล้ว

“จะเอาอันใดไปบ่ได้ซักอย่าง” สิ้นแล้วสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งของอะไรเอาสามารถติดตัวไปได้ซักอย่าง

“บ่สวะบ่วาง บ่หายหม่นเศร้า” ถ้าหากไม่ปล่อยวางกจะเป็นทุกข์……

สำหรับผู้อ่านอยู่ในช่วงอายุไหนกันบ้างครับ ลองคิดตามกันดูว่าเป็นจริงดั้งโครงกลอนที่คนโบราณได้เขียนไว้หรือเปล่า และหากท่านใดอ่านแล้วก็คงต้องนึกถึงศิลปินโฟลค์ซองล้านนา “จรัส มโนเพ็ชร” ที่ได้สำนวนคำเปรียบเทียบของคนโบราณมาใส่ทำนองขับร้องได้อย่างไพเราะและลงตัว กับเพลง “อาขยานล้านนา” คงต้องขอตัวไปค้นเทปเทปคาสเซ็ทออกมาฟังแล้ว(ไม่ต้องเดาอายุตามนะ)......