วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ด่านห้วยไร่แพร่จับยาบ้าล้านสามเม็ด ผงขาว 3.5 กิโล...



  
 

วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น. ณ.กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 ร้อมด้วย พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต รอง ผบช.ภ.5 ,พล.ต.ต.มาโนช มีสกุลคุณ ผบก.ภ.จว.แพร่, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.กก.สส.ภ.5 และฝ่ายทหาร ,ฝ่ายปกครอง ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 ราย
            รายที่ 1 เมื่อวันที่ 28 ก.ย.63 จับกุมโดย จนท.ตำรวจ ด่านตรวจห้วยไร่ ผู้ต้องหา 4 คน ของกลางยาบ้า รวม 800,000 เม็ด เฮโรอีน 3,500 กรัม รถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์ 4 เครื่อง
              รายที่ 2 เมื่อวันที่ 29 ก.ย.63 จับกุมโดย จนท.ตำรวจ ชุดสกัดกั้นฯ,บก.สส.ภ.5,กก.สส.ภ.จว.แพร่ จนท.ด่านตรวจห้วยไร่ และจนท.ทหาร ม.พัน12 ผู้ต้องหา 1 คน ของกลางยาบ้า 500,000 เม็ด รถบรรทก 1 คัน รถยนต์ 1 คัน โทรศัพท์ 1 เครื่อง
โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย ได้รับแจ้งทางว่ามีอุบัติเหตุบริเวณไร่เกล็ดดาว จึงออกตรวจที่เกิดเหตุ ระหว่างเดินทางพบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บล 6098 พระนครศรีอยุธยา ขับรถสวนทางในช่องทางขาล่อง เป็นเหตุควรสงสัยว่าน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจทราบและออกติดตาม จนกระทั่งมาถึงสถานีรถไฟแม่พวก หมู่ 5 ตำบลห้วยไร่ พบรถยนต์กระบะสีดำ ยี่ห้ออีซูซุ  คันดังกล่าวจึงเรียกตรวจพบนายพิชิต แซ่เท่า เป็นผู้ขับขี่ และนายบุญชู แซ่ลี  เป็นผู้โดยสาร บุคคลทั้งสองแสดงอาการน่าสงสัย ประกอบกับมีร่องรอยยางรถยนต์ออกจากป่าสักบริเวณนั้น  จึงทำการตรวจค้นอย่างละเอียดพบกระเป๋าเป้จำนวน 9 ใบ วางอยู่โคนต้นสัก ตรวจสอบภายในกระเป๋าเป้ จำนวน 8 ใบมียาบ้า 800,000 เม็ด และอีก 1 ใบ บรรจุเฮโรอีน 3,500 กรัม ผู้ต้องหาให้การว่านำยาเสพติดมาจากจังหวัดเชียงราย จะนำไปส่งที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเจ้าหน้าที่สืบสวนต่อจนพบรถนำทางและผู้ต้องหาเพิ่มเติม
อีกรายเจ้าหน้าที่ได้ติดตามขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากชายแดน จนพบว่ามีรถเป้าหมายมุ่งหน้าเข้าสู่ด่านตรวจห้วยไร่ จึงแจ้งให้สกัดตรวจค้น พบเป็นรถบรรทุกขี้วัวมาจากจังหวัดเชียงราย จะไปส่งที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงนำรถยนต์บรรทุกเข้าอุโมงค์เอกซเรย์ห้วยไร่ ผลการเอกซเรย์ปรากฏภาพผิดปกติ จึงทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พบกระสอบอยู่บริเวณบนหัวเก๋งรถยนต์ฯ และนำลงมาตรวจสอบพบว่าภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 500,000 เม็ด ผู้ต้องหาให้การว่ารับงานจากผู้ว่าจ้างให้ไปรับยาบ้าที่จังหวัดเชียงราย ได้รับค่าจ้าง 30,000 บาท จนมาถูกจับกุมดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ขยายผลตามยึดทรัพย์ต่อไป.....ข่าวแพร่365  


วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

ความเชื่อเกี่ยวกับพืชของชาวล้านนา ตอนที่ 1

ความเชื่อเกี่ยวกับพืชของชาวล้านนา ตอนที่ 1 เรียบเรียงโดย นายคมสัน   หน่อคำ

          ในอดีตคนเรานั้นมีความผูกพันอยู่กับธรรมชาติและพื้นฐานความเชื่อ โดยเฉพาะชาวล้านนาที่ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยกันทำการปลูกพืช เก็บผัก เลี้ยงสัตว์ และทำการเกษตรเป็นหลัก ปลูกบ้านปลูกเรือนใกล้ชิดกับป่า ทำให้มีความเชื่อหลากหลาย พืชผักที่ปลูกไว้หรือที่มีอยู่ก็มีความเชื่อหลากหลายเช่นกัน จึงมีความเชื่อที่สืบต่อกันมา เช่น    

กล้วยแฝด คือ กล้วยที่มีลูกเชื่อมติดกัน 2 ลูก คนในล้านนาจะห้ามไม่ให้หญิงมีครรภ์รับประทานกล้วยแฝด หรือแม้แต่ผลไม้อื่นที่มีลูกเชื่อมติดกัน โดยเชื่อว่าถ้ารับประทานกล้วยแฝดหรือผลไม้แฝดแล้ว ลูกที่คลอดออกมาจะเป็นลูกแฝดเหมือนผลไม้นั้น ๆ ซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของคนในสมัยโบราณ เพราะการคลอดในสมัยก่อนนั้น มีความยากลำบากมากอาจเป็นอันตรายทั้งแม่และลูกได้

ขนุน (บ่าหนุน) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีน้ำยางสีขาว ผลกลมยาว ผิวนอกมีหนามถี่ กินได้ทั้งผลอ่อนและผลสุก ผลอ่อนใช้แกงใส่เนื้อ หมูหรือปลากรอบ ส่วนแก่นสีเหลืองใช้ต้มเอาน้ำย้อมผ้า ชาวล้านนา เชื่อว่า 1. ถ้าแกงผลขนุนอ่อนในวันปากปี คือวันเริ่มเข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งปัจจุบันตรงกับวันที่ 16 เมษายนของทุกปี จะทำให้คนในครอบครัวนั้นมีสิ่งที่มีอุดหนุนให้มีข้าวของเงินทองตลอดปี 2. ถ้าใช้ส่วนกิ่งและใบของขนุนนำมารองหลุมเสามงคลหรือเสาเอกเชื่อว่าจะช่วยอุดหนุนเจ้าของเรือนให้มีความมั่งคั่งสมบูรณ์ 3. ส่วนของลำต้นถ้านำเอามาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปไม้ แล้วถวายวัด เชื่อว่าผู้สร้างถวายวัดจะมั่งคงร่ำรวยสมบัติ

ดอกจำปา (ดอกจุมปา) เป็นไม้ยืนต้น ส่งกลิ่นหอม หญิงสาวที่นิยมเก็บดอกจำปามาเสียบผม เมื่อเก็บจำปามาเสียบผม เมื่อเก็บดอกจำปาได้ ไม่ควรสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้นั้นทันที ยิ่งต้นจำปาที่ขึ้นอยู่ในวัดยิ่งไม่ควรดม แต่ถ้าต้องการจะดมกลิ่นดอกจำปาให้เอาดอกไม้นั้นเช็ดที่ผ้าถุงก่อน เพื่อป้องกันคาถาที่อาจจะมีผู้ชายมาปลุกเสกคาถาใส่ไว้ได้ เมื่อสูดดมไปเกิดไปถูกอาคมเข้าจะทำให้คลั่งไคล้หลงไหลชายผู้นั้นได้ ตามนิทานที่เล่ามาเชื่อกันว่า มีสามเณรน้อยองค์หนึ่งยังไม่เดียงสา มีแต่น้ำมูกน้ำลาย ถูกเจ้าอาวาสบังคับให้ท่องสวดมนต์บท "เยสันตา" ให้ได้ขึ้นใจ สามเณรน้อยก็ท่องไปเล่นไป แม้แต่ขึ้นอยู่บนต้นดอกจำปา ก็ท่องสวดเยสันตาไปด้วย ในขณะนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งเข้าไปในวัด เห็นเณรน้อยอยู่บนต้นจำปา จึงขอให้เณรเก็บดอกจำปาให้ เมื่อเณรน้อยปลิดดอกได้แล้วและแลเห็นว่ามีมดมาเกาะอยู่ที่ดอกจำปา จึงได้ใช้ปากเป่ามดเพื่อให้พ้นออกจากดอก ซึ่งเมื่อหญิงสาวได้ดอกจำปามาแล้วจึงสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้นั้นและทันทีนั้นหญิงสาวก็บังเกิดความรักใคร่และหลงใหล ในตัวสามเณรน้อยผู้นั้น

ต้นยอ(ตาเสือ)เป็นไม้พุ่มยืนต้น ผลกินได้ ส่วนใบอ่อนใช้รองก้นห่อหมกเชื่อว่า 1. เมื่อผู้ใดถูกสุนัขกัด ถ้าได้นำเอารากต้นยอมาฝนใส่บาดแผลที่ถูกสุนัขกัด เชื่อว่าภายใน 3 - 7 วัน ฟันของสุนัขที่กัดจะผุกร่อนหลุดไปทีละ 1 - 2 ซี่ 2. ห้ามไม่ให้นำเอาต้นยอมาปลูกใกล้เรือน หรือปล่อยให้ต้นยอขึ้นใกล้เรือน เมื่อต้นยอโตและสูงถึงหลังคาเรือน เชื่อว่าจะทำให้เจ้าของเรือนไม่เจริญ

ความเชื่อเกี่ยวกับพืชของชาวล้านนานั้นยังมีอีกหลายพืชพันธ์ติดตามอ่านได้ในฉบับหน้า

 

แกงฮังเล



    อีกไม่กี่วันนี้ก็จะมีวันพระใหญ่ที่พวกเราชวนพุทธให้ความสำคัญในการทำบุญเป็นอย่างมาก นั้นก็คือวันอาสาฬหบูชา( 5 ก.ค.2563)และวันเข้าพรรษา(6 ก.ค. 2563) ซึ่งเป็นวันหยุดยาว ถึง 4 วัน หลายท่านได้หยุดพักผ่อนและก็ตั้งใจจะไปวัด เพื่อตานขันข้าว(ถวายเพล)เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งในวันนั้นที่วัดก็จะมีกับข้าวมากมายเต็มโรงครัวของวัด พระฉันท์ก็ไม่หมด แม้จะแจกจ่ายให้ชาวบ้านไปก็ยังเหลืออีกมาก ถ้าทิ้งไว้ก็จะเน่าเสียเปล่าประโยชน์ จึงนำมาทำแกงโฮ๊ะ เพื่อไว้รับประทานได้นานๆ และวัตถุดิบหลักของแกงโฮ๊ะนั้นก็คือ พระเอกอย่าง “แกงฮังเล” เกริ่นซะยืดยาวกลับมาเข้าเรื่องหลักดีกว่า ใครทราบบ้างว่าแกงฮังเลมีประวัติความเป็นมาอย่างไร….

แกงฮังเล มี 2 ชนิด คือ แกงฮังเลม่าน และ แกงฮังเลเชียงแสน เชื่อกันว่าเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า สำหรับแกงฮังเลเชียงแสนจะแตกต่างตรงที่มีถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ดอง งาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา ใช้เป็นส่วนผสมของแกงโฮะ จากการศึกษาของอุบลรัตน์ พันธุมินทร์ จากแหล่งข้อมูลพุกาม พบว่าแกงที่ชาวพม่าเรียกว่า “ ฮินแล ” หรือ “ ฮังแล ” นั้นเป็นแกงอย่างเดียวกับที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ แกงโฮะ ” ส่วนแกงอย่างที่ชาวล้านนาเรียก “ ฮินแล ” หรือ “ ฮังแล ” ซึ่งต่อมาเพี้ยนเป็น “ฮังเล” ซึ่งชาวพม่าเรียก “ แวะตาฮีน ” ซึ่งแปลว่าแกงหมู แกงฮังเลม่าน มีเครื่องปรุงได้แก่ เนื้อหมูสามชั้นติดมัน หรือกระดูกซี่โครงบ้างปนกัน ขิงหั่นเป็นฝอย มะขามเปียก กระเทียมดองแกะเป็นกลีบ ถั่วลิสงคั่วกะเทาะเปลือกแล้ว พริกแห้ง เกลือ กะปิ ข่า ขมิ้น ตะไคร้ หอม กระเทียม น้ำตาลหรือน้ำอ้อยและผงแกงฮังเล 

ขั้นตอนการแกง คือนำพริกแห้ง เกลือ ขมิ้น กะปิ หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ โขลกรวมกันเป็นเครื่องแกง เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นขนาดใหญ่กว่าหั่นใส่แกง นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากับเครื่องแกงที่เตรียมไว้และผงแกงฮังเลหมักทิ้งไว้ ประมาณ 30 นาที แล้วนำใส่หม้อขึ้นตั้งไฟจนเดือด อาจเติมน้ำลงไปเล็กน้อยหรือบางสูตรจะนำไปผัดก่อนแล้วเติมน้ำอีกเล็กน้อย เคี่ยวจนเปื่อยจนเหลือน้ำขลุกขลิก จากนั้นนำมะขามเปียก ถั่วลิสง ขิง เติมลงไป ถ้าชอบหวานก็ใส่น้ำตาลหรือน้ำอ้อยลงไปด้วย แกงฮังเลที่ได้จะมีสีน้ำตาลแดง เนื้อหมูเปื่อยนุ่ม มีน้ำขลุกขลิก รสไม่จัด อมเปรี้ยว เค็มนำ รสเผ็ดตาม แต่แกงฮังเลเชียงแสน แตกต่างจากแกงฮังเลม่านตรงที่ใส่ถั่วฝักยาว มะเขือยาว พริกสด หน่อไม้ส้ม (หน่อไม้ดองเปรี้ยว) และงาขาวคั่ว เพิ่มเข้ามา มีขั้นตอนการปรุงเช่นเดียวกับแกงฮังเลม่าน แต่ในขณะเคี่ยวแกงนั้นจะใส่หน่อไม้ส้ม เมื่อจวนจะยกลงก็ใส่ถั่วฝักยาว มะเขือยาว และพริกสด ก่อนยกลงใส่น้ำมะขามเปียก ขิง และงาดำคั่ว บางสูตรจะต้มกับหน่อไม้ดองรวม กันก่อนและจึงใส่เครื่องแกงและเครื่องปรุงอื่น ๆ ตามลำดับ เครื่องแกงฮังเลบางแห่งนิยมใส่เม็ดผักชีหรือรากผักชี และกระชายด้วย….. 

ชอบคุณที่มาข้อมูลจาก วีกีพีเดีย,ศูนย์ข้อมูลวัฒนธรรมล้านนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่