วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เณรน้อย วัดชัยมงคลโป่งจ้อง---2

ชัยมงคง โป่งจ๊าง มาเล่าหาเณรว่า...เป็นสมิง


      มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าแถวบ้านอยู่แถววัดชัยมงคล เล่าให้อีกว่า่ ที่วัดเคยมีเณรที่เรียนวิชาอาคมจนมีความแกร่งกล้าี ได้ลองวิชาอาคมแรงกล้าลองวิชาด้วยการแปลงร่างเป็นเสือในตอนกลางคืนและกลับคืนร่างไม่ได้จึงแก้อาถรรพ์ด้วยการกินคนรุ่งเช้าจึงสามารถกลายร่างกลับมาเป็นคนได้ แต่ทุกคืนเดือนมืดก็จะต้องแปลงเป็นเสือ แล้วออกมากินชาวบ้านแถววัดเป็นประจำทุกคืน ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าออกบ้านในตอนกลางคืน ร้อนจนต้องหานายพรานมาจับเสือให้ได้ โดยนายพรานให้ชาวบ้่านขุดหลุมเพื่อนดักเสือ โดยเอาลูกวัวเข้าไว้ในหลุมและให้คนซุ้มดูไว้ เวลาผ่านไปแล้วคืนแล้วคืนเล่าเสือก็ไม่มาติดกลับก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านวัดชัยมงคลร้อนใจมากยิ่งขึ้นเพราะคืนเเดือนมืดใกล้วนมาอีกรอบแล้ว. จึงประชุมและตกลงกันนำเอาแพะซึ่งเป็นสัตว์ที่มีเสียงคล้ายเด็กทารกมาไว้ในหลุม..................   

       ต่อๆๆๆๆ คืนเดือนมืดได้หวนมาอีกหน ชาวบ้านแถวละแวกวัดพากันเมื่อพบค่ำก็รีบพากันขึ้นบ้านทุกหลัง โดยชักบันไดขึ้นบนบ้านทุกหลังและเเข้านอนอย่างเร็ว ยามดึกเสียงสัตว์นานาชนิดที่ลงมากินดินโป่งดังทั่วบริเวณสักพักเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยเงียบหาไป มีเพียงเสียงคำรามของเสือเท่านั้นที่ดังเท่าบริเวณ ผู้คนต่างนอนสั่นตัวความกลัว ชั่วพริบตาเดียวเสียงแพะในหลุมร้องระงมปนเสียงขยัมเหยื่อ สร้างมโนภาพแก่ผู้ที่ได้ยินเสียงต่างๆนาน ชายชะกันทั้งหลายผู้มีหน้าที่ซุ้มดักเสือพากันเห่โรไปที่หลุมดักที่ขุดไว้เพราะกลัวเสือที่ดักได้จะโดนหนีจากหลุมได้ เมื่อไปถึงหลุมก็พากันโห่ร้องเมื่อเห็นเสือโคร่งลายพาดตัวเขื่องพยายามตะกุดขึ้นจากหลุม จึงช่วยกันนำท่อนซุงมาปิดปากหลุมไว้ เพื่อไม่ให้เสือหลุดแล้ว รุ่งเช้าค่อยมาตกลงว่าจะทำอย่างไรกับเสือกินคนตัวนี้ดี.... รุ่งเช้าชาวบ้านพากันมาที่ปากหลุมที่ดักเสือได้ ต่างคนต่างพูดกันไปต่างๆนานาว่าจะทำอย่างไรกับเสือกินคนตัวนี้ดี บ้างก็ว่าให้ฆ่าทิ้งด้วยควงามโกธรแค้นด้วยจากที่ญาติพี่น้องของตน บ้างก็ว่าให้ทางการมาจัดการ บ้างก็ว่าให้ขายเสือตัวนี้เพื่อนำเงินมาสร้างวัดหรือแบ่งกัน พ่อหลวงจึงตัดปัญหาว่าให้เปิดดูเสือก่อนแล้วค่อยตกลงกัน แต่ต้องตกใจเมื่อภายในหลุมพบเพียงเณรน้อยองค์หนึ่งเท่านั้น จีวรเปื้อนไปด้วยรอยเลือดนอนขอดอยู่ก้นหลุม จึงรีบช่วยกันมาจากก้นหลุมและสอบถามว่าทำไมจึงมานอนอยู่ในหลุมได้ เณรน้อยจึงเล่าให้ชาวบ้านฝังว่า

            "เมื่อวานฉันท์ไปเยอะตกดึกจึงมีอาการปวดท้อง อยากเข้าห้องน้ำเลยเดินมาตามทางได้ยินเสียงเสือ จึงวิ่งหนีสุดชีวิตสุดท้ายนึกได้ว่าชาวบ้านได้ขุดหลุมไว้ดักเสือ และเสือตัวนี้ฉลาดไม่เข้ามาที่หลุมแน่นอนจึงตัดสินใจมาหลบอยู่ในหลุม ชาวบ้านจึงพากันปลอบเณรรู้ปนั้น แต่มีผู้ตาเฒ่าผู้คนหนึ่งได้กล่าวหาว่าเณรเป็นเสือสมิงแน่นอน จึงถามว่า้แพะที่อยู่ในหลุมหายไปไหน เณรจึงบอกว่ามันโดดหนีไปแล้ว ผู้เฒ่าจึงถามต่อว่าแล้วรอยเลือดที่ติดบนจีวรคืออะไร เณรจึงตอบว่า ได้หกล้มหลายครั้งตอนวิ่งหนี ทำให้มีบาดแผลจึงเช็ดกับจีวร เมื่อได้คำตอบเช่นนั้นก็ไม่มีข้อก้าง และกำลังจะให้เณรไปอาบน้ำ ก็มีได้มีพระรูปหนึ่งของวัดเรียกให้เณรกลั
















วัดชัยมงคลโป่งจ๊าง
ตั้งอยุ่ที่ ต. ในเวียง อ. เมือง จ. แพร่ ห่างจากสี่แยกบ้านทุ่ง อยู่ระหว่าง ถนนช่อแฮ และถนนเหมืองแดง ที่เชื่อมต่อกัน มีพื้นที่ประมาณ ๔ ไร่ ๑ งาน ๖๒ ตารางวา สำมโนครัว บ้านเลขที่ ๗๑ ถนนช่อแฮ ต. ในเวียง อ. เมือง จ. แพร่
แต่เดิม พื้นที่บริเวณที่ตั้งของวัด เป็นที่รกร้าง เป็นที่เลี้ยงโค กระบือ และช้างของชาวบ้าน เมื่อสร้างวัดขึ้นครั้งแรก ได้เรียกชื่อวัดว่า " วัดชัยมงคลโป่งจ๊าง. " ...เพราะ เป็นแหล่งที่มีดินโป่ง ซึ่งสัตว์ต่างๆชื่นชอบ รวมทั้งพวกช้างมากินดินโป่ง
ท่านพระครูพุทธวงค์ศาจารย์ ( ทองคำ พุทธวังโส ) เป็นผุ้นำในการจับจองพื้นที่และบุกเบิกแผ้วถาง บริเวณวัด ( ท่านพระครูพุทธวงค์ศาจารย์ เป็นคนชาวบ้าน สีลอ บุตรของ พญาแขก เจ้าแม่แว่นแก้ว ) ขณะที่ท่านดำรงค์ตำแหน่ง เจ้าอาวาส วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร รูปแรก ท่านได้ชักชวน พระธรรมธรการินต๋า วัดน้ำคือ ( วัดเมธังฯ) และ เหล่า ศิษญานุศิษย์ ทั้งฝ่ายบรรชิต และคฤหัสถ์มาทำการแผ้วถาง ปรับบริเวณ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔
แรกการก่อสร้าง วัดชัยมงคล คงสร้างวิหารแบบง่ายๆ ประหยัด ด้วยเครื่องไม้ บนส่วนฐานวิหารวัด คือ บริเวณที่เป็น หอไตร ในปัจจุบัน ( ต่อมาได้สร้างวิหารหลังใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังที่สอง ในบริเวณที่เป็นวิหารหลวงปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลังที่สาม ) กำแพงล้อมรอบวัด สร้างโดยไม้ล้อมรั้ว อย่างพื้นเมือง เรียกกันว่า " ฮั้วต่างบ่อง " กุฎิ สร้างด้วยไม้ หลังคามุงแฝก ฝาไม้ขัดแตะ ส่วนตัววิหาร สร้างแบบสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย นับว่าเป็นวัดที่สร้างในชั้นหลังของบรรดาวัดในเวียง
เมื่อก่อสร้างสิ่งต่างๆในวัดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีพระภิกษุสามเณรมาจำพรรษา เป็นที่มั่นคง จนสามารถประกอบศาสนกิจได้แล้ว ในปีพ.ศ. ๒๔๔๒ ท่านพระครู พุทธวงค์ศาจารย์ ได้แต่งตั้ง พระธรรมธรรินต๋า นั่นเอง เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ชาวบ้านเรียกท่านว่า " ตุ๊ลุงหลวง " ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีชาวบ้านมาอยุ่อาศัยมากนัก ยังคงอาศัย เหล่ามูลศรัทธา มาจาก วัดน้ำคือ จากบ้านทุ่งต้อม บ้านหัวข่วง มาทำบุญที่วัด ชัยมงคลโป่งจ๊าง แห่งนี้ ต่อมามีประชนชาชน ทยอยมาจับจองที่ดินอาศัยเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งมีถึง ๔๐๐ กว่าครัวเรือน ที่เป็นศรัทธาวัด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ศาสนสถาน ภายในวัดเริ่มชำรุด ทรุดโทรม ประกอบกับ มีชาวบ้านมูลศรัทธา ที่มีกำลังทรัพย์มาเป็นโยมอุปถัมภ์มากขึ้น จึงได้ชักชวนให้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุให้มีสภาพที่มั่นคงแข็งแรงกว่าแต่ ก่อน เพราะ ของเดิมเป็นเครื่องไม้ที่ชำรุดลง ประกอบกับ ท่านพระธรรมธรรินต๋า มีสายเลือดช่างในตัว จึงทำการควบคุมการก่อสร้างเองทั้งหมด รวมถึงการออกแบบพระวิหารหลวง และเคลื่อนย้ายวิหารหลังใหม่ มาสร้าง ณ.จุดที่ตั้งวิหารปัจจุบัน โดยเริ่มก่อสร้าง พระวิหารหลวงก่อน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นวิหารก่ออิฐ ถือปูน เสาและเครื่องบนเป็นไม้ หลังคาแป้นเกล็ด ( ไม้สัก ) ส่วนอิฐที่ใช้ทำฐาน และ ก่อผนัง อีกทั้งกำแพงแก้ว ทั้งปวง ก้ใช้แรงงานชาวบ้าน ที่เข้ามาช่วยก่อสร้าง อิฐนี้เผาเอง ปั้นเอง ทั้งสิ้น โดยไม่มีค่าจ้างค่าอัฐใดๆ มาช่วยทำงานด้วยแรงศรัทธาอย่างแท้จริง
ระหว่างที่ดำเนินการก่อสร้างพระวิหารนั้น ท่านพระครู พระพุทธวงค์ศาจารย์ และ พระธรรมธรการินต๋า เจ้าอาวาส ได้ดำเนินการสร้างพระประธานขนาดใหญ่ ในการครั้งนั้นด้วย ๑ องค์( องค์ที่ประดิษฐานในพระวิหาร มาจนถึงทุกวันนี้ ) องค์พระประธานเป็น พระพุทธรูปศิลปแบบช่างพื้นเมืองแพร่ การก่อสร้างของวัดชัยมงคล ยังคงดำเนินก่อสร้างสิ่งต่างๆอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วย เจ้าอาวาสท่านเป็นช่างนักออกแบบและ ช่างก่อสร้างที่มีฝีมือเป็นเอก งานก่อสร้างในวัด ล้วนเกิดจากสติปัญญาที่ท่านได้ออกแบบ และลงแรงสร้างมาด้วยมือท่านเอง
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ คณะกรรมการวัด ได้มีความเห็นว่า วิหารเดิม นี้ ทรุดโทรมมาก ไม่เป็นการปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจ จึงขออนุมัติรื้ออาคาร สร้างใหม่ โดยให้ ครูโหล แบ่งทิศ เป็นผู้แสดง ฉันทานุมัติ ด้วยเห็นว่า ครู โหล แบ่งทิส เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับวัด ชัยมงคล มากที่สุด นับตั้งแต่เคยบวชเรียน และ เป้นครูใหญ่ ที่โรงเรียน เทศบาล วัดชัยมงคล มาก่อน ครูโหล แบ่งทิศ ถูกขยั้นขยอ ขอให้เป็น แม่งานใหญ่ จึงออกปากรับช่วย แต่ต้องอาศัยแรงศรัทธาจาก ทุกคนมาช่วยกัน การดำเนินการจึงเกิดขึ้น โดยรื้อถอน วิหารหลังที่สอง ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ มี นาย ตั๋น คนศิลป์ ชาวบ้าน เชตวัน เป็นผู้ออกแบบสร้างวิหารหลังใหม่ ขนาดวิหาร กว้าง ๘ วา สูง ๑๐ วา ยาว ๑๖ วา ทำการวางศิลาฤกษ์ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ดำเนินการก่อสร้าง ๗ ปี จึงแล้วเสร็จ และทำการฉลองวิหารหลังที่สาม นี้ ในวันที่ ๘ - ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖...และดำรงเป็นวัดที่สวยงาม ท่ามกลางศาสนิกชน เข้ามาประกอบศาสนกิจ อย่างสม่ำเสมอจนทุกวันนี้...
หมายเหตุ ...ข้าพเจ้า ใช้คำว่า พระวิหาร ตามคำล้านนาที่เรียกอาคารขนาดใหญ่อันเป็นศูนย์กลางของวัด แต่เป็นที่เข้าใจว่า ในที่นี้ ก็คือ พระอุโบสถ แบบอย่างทางภาคกลาง.
โดย นาย นภสินธุ์ ภูติเศรณี
ที่มา:ประวัติ วัดชัยมงคล ตำบล ในเวียง อำเภอเมือง จังหวัด แพร่....
จาก หนังสือ อนุสรณ์ งานฉลองอุโบสถ วัดชัยมงคล ในวันที่ ๘ - ๑๑ เมษายน ๒๕๒๖
เรียบเรียง ค้นคว้าโดย...พระครูศรีมงคลชยภรณ์ เจ้าอาวาส ปัจจุบัน
ผู้อุปถัมภ์ จัดพิมพ์แจก คือ พ่อเลี้ยง พัฒน์ แม่เลี้ยง ฟองนวล ผาทอง และ คณะกรรมการ พร้อมด้วยเหล่ามูลศรัทธา วัดชัยมงคล.....

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562

“ผีป้กกะโหล้ง” ผีผู้ปกปักรักษาขุนเขาป่าดอย




     ชาวเหนือหรือชาวล้านนาส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขาดงดอย ทำมาหากินอยู่กับธรรมชาติ เครื่องมือเครื่องใช้ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น กะโหล้ง(กะลา)นำมาเป็นภาชนะใส่อาหาร


     การกินไปตามเรื่องตามราว แม้สิ้นชีวิตไปแล้วอารมณ์ที่แฝงด้วยความรักในธรรมชาติ หวงแหนผืนป่า

ด้วยจิตวิญญาณที่ผูกพันระหว่างป่ากับมนุษย์ ที่ตั้งแต่กำเนิดขึ้นมาจวบจนร่างกายสิ้นลมหายใจซากศพก็ถูกฝังในผืนแผ่นดินแห่งป่า ทำให้จิตวิญญาณยังว่ายเวียนเป็นผีเฝ้ารักษาป่าตามกรรมเวรที่กระทำไว้ในยามมีชีวิตอยู่เป็นคน

      เมื่อมีใครเข้ามาในป่า ได้ทำร้ายสัตว์ป่า ไล่ล่าเอาชีวิตในป่าหรือกระทำอันเป็นลุกล้ำทำลายต้นไม้ ทำลายของมีค่าในป่า ผีตัวนี้จะใช้กะโหล้งเป็นอาวุธไล่ล่าเอาชีวิตผู้คนที่ทำลายป่าเพื่อเป็นการลงโทษ ดังนั้นผู้คนสมัยก่อนจะเข้าป่าต้องระวังอย่างมาก โดยเฉพาะหากได้ยินเสียงร้องดังแว่วไกลๆว่า........."ป้ก..กะโหล้ง......ป้กกะโหล้ง.......ผู้ที่ได้ยินต้องรีบเอาดุ้นหลัวสุด(ฟืนซากไฟ)มาเสกด้วยพระคาถาปู่เส็ดค่ำลัวะแล้วเตรียมตัวขว้างดุ้นหลัวสุดเข้าใส่ไล่มัน โดยรูปร่างของผีป้กกะโหล้งจะเหมือนคน มรุงรังเข้ามาหานั่นแหละให้รีบขว้างใส่ทันที ผีโป๊กกะโหล้งเป็นผีล้านนาโบราณ เป็นผีป่ามีหน้าตาประหลาดมาก บางตัวมีตาเดียว ขาเดียว สอง แขน วิ่งได้ไวมาก อาศัยในป่าเขาหรือทุ่งนา ส่งเสียงร้อง โป๊กกะโหล้งๆๆ เคยมีคนเห็นผีโป๊กกะโหล้ง ในขณะที่นอนเฝ้าห้างโต้ง(กระต๊อบกลางทุ่งนา) ผีโป๊กกะโหล้งสามารถแปลงกายได้และบางตัวจะมีพิณเปี๊ยะ(เครื่องดนตรีทางภาคเหนือ)

     ผีป้กกะโหล้งเกิดจากชาวเขาชาวดอยที่รักและห่วงธรรมชาติมาก เมื่อตายไปจะเกิดเป็นผีป๊กกระโหล่ง คอยดูแลผืนป่าหากมนุษย์ไปทำลายป่า ตัดไม้ทำลายป่า ฆ่าสัตว์ป่า ผีตนนี้จะปรากฏตัวขึ้นมาและทำร้ายคนทันที เหมือนเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับผู้คนให้รักป่ารักษาและดูแลทรัพยากรณ์ธรรมชาติให้มากขึ้น

ที่มา https://sites.google.com/site/tumnanpeethai