วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

แก๋งหนอไม้



แก๋งหน่อไม้ของลำคนเมือง เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
            ช่วงนี้(ฤดูฝน)หน่อไม้แทงโผล่จากพื้นดิน ทำให้นึกอยากกินแก๋งหน่อไม้ขึ้นมา จึงชักชวนเพื่อนๆหาหน่อไม้สดกัน โดยมีเสียบและมีดอุปกรณ์หลัก เมื่อนัดแนะกันเรียบร้อยก็พากันเดินเข้าไปในป่าแถวบ้านที่มีกอไฝ่ขนาดใหญ่อยู่หลายกอ  เพียงชั่วเวลาสอง-สามชั่วโมงที่พากันมุดหนามดงไฝ่ก็ได้หน่อไม้มาหนึ่งกระสอบปุ๋ย แล้วก็แบ่งสันปันส่วนกันเพื่อนำไปประกอบอาหารยังบ้านใครบ้านมัน และก็เหลือไว้ส่วนหนึ่งไว้ทำหน่อไม้ดองไว้
            เมื่อกลับถึงบ้านก็นำหน่อไม้ แกะเปลือกออก หั่นบางๆ นำไปต้มให้สุก จนมีรสหวาน โขลกใบย่านางให้ละเอียด นำไปคั้นเอาแต่น้ำ ใส่ลงในหม้อต้มหน่อไม้  โขลกเครื่องแกง(พริกขี้หนู กระเทียม หอมแดง ตะใคร้ซอย กะปิ ปลาร้าต้ม เกลือ) รวมกันให้ละเอียด ใส่ลงในหม้อ ต้มสักพัก จนเครื่องแกงสุก ใส่กระดูกหมู หรือปลาดุก หรือปลาช่อน หรือปลาย่าง หรือแคบหมูได้ตามใจชอบ เมื่อเนื้อสัตว์สุก ใส่ผักชะอม ใบชะพลู ปรุงรสตามชอบ แล้วปดหม้อลงตักแก๋งหน่อไม้ใส่ถ้วย แล้วก็แล้ววงปั้นข้าวเหนียวจั้มกันได้เลย ลืมบอกหากบ้านใครชอบน้ำปู๋ก็ตักใส่ละลายในถ้วยได้เลย  เป็นการเพิ่มความอร่อยตามประสาคนเมืองบ้านเรา
            สำหรับหน่อไม้ที่เหลือก็นำทำหน่อไม้สับดองใส่ขวด ซึ่งเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง วิธีทำก็ไม่ยากนำหน่อไม้มาปอกเปลือก และล้างให้สะอาด หลังจากนั้น ให้หั่นหน่อไม้บางๆ หรือสับให้เป็นเส้น เมื่อเตรียมหน่อไม้เรียบร้อยแล้ว ให้นำหน่อไม้ไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อได้ 1 คืนแล้ว ให้ตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำ  นำเกลือเม็ด มาละลายกับน้ำ นำหน่อไม้มาเคล้ากับแป้ง(ข้าวสารเหนียว)ให้ทั่ว แล้วอัดลงในปี๊บ เทน้ำเกลือลงไปให้ท่วมหน่อไม้ ใส่น้ำส้มสายชูลงไป หมักไว้ 1 อาทิตย์ สามารถนำไปประกอบเป็นอาหารจำพวกผัด แก๋งหน่อไม้ส้ม ยำหน่อไม้ ฯลฯ หน่อไม้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ชาวเหนือนิยมทานกัน.....จึงมีเมนูหลากหลายมากมายแตกต่างกันไป....แต่ฉบับนี้ขออนุญาตไปกินแก๋งหน่อก่อน
ที่มาข้อมูล ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, http://www.rakbankerd.com

ข้าวหลาม

ไผ่ข้าวหลาม โดยนายคมสัน  หน่อคำ
            หน้าหนาวปีนี้(พ.ศ.2562) จังหวัดแพร่บ้านเรามีอากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิบนที่สูงและในป่าต่ำกว่าสิบองศา ทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับลมหนาวทำให้ตัวสั่นจนต้องก่อไฟเพื่อผิงแก้หนาวกันเกือบทุกพื้นที่ในแพร่ เวลาล้อมวงนั่งผิงแก้หนาวกันทุกคนก็ต่างพูดคุยกันกันอย่างสนุกสนาน  หาเนื้อหาไก่มาปิ้งๆย่างๆกันไป แต่มีอาหารประเภทหนึ่งที่ใช้ไม้ไผ่มาเผาเพื่อทำอาหาร ชาวเหนือเรียกว่า “หลาม”  หลามในที่นี้หมายถึงไม้ไผ่ข้าวหลาม
            ไผ่ข้าวหลาม เป็นไม้ไผ่ขนาดกลางทิ้งใบในต้นฤดูแล้ง ลำต้นลักษณะตรงสีเขียวด้านๆ คล้ายมีแป้งหรือขี้ผึ้งสีเทาขาวปกคลุมคลุมคล้ายน้ำค้างแข็งจับ สูง 8-12 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำประมาณ 5-9 เซนติเมตร ข้อไม่หนาหรือพองใต้ข้อจะมีขนสีขาว เป็นไผ่ที่มีเนื้อบางหนาไม่ถึง 5 มม. ปล้องยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร กาบหุ้มลำหลุดร่วงง่าย กาบด้านนอกปกคลุมด้วยขนสีดำหรือน้ำตาลเหลืองเห็นได้ชัด มีครีบกาบหุ้มลำต้น มีขนสีดำเหมือนกัน กระจังกาบหุ้มลำแคบมาก ขอบเรียบ ใบยอดกาบรูปแหลม โคนใบกลมหรือเป็นรูปลิ่ม ยาว 15-30 เซนติเมตร เมื่อลำของไผ่ข้าวหลามอายุ 6-10 เดือน นิยมใช้ทำข้าวหลามได้อย่างดี เผาง่าย ปอกง่าย เพราะเปลือกบางอ่อน และมีเยื่อหุ้มบางๆ หลุดติดออกมากับข้าวหลาม
            สำหรับชาวเหนือแล้วนิยมนำไม้ไผ่ข้าวหลามมาทำข้าวหลามอุ่นๆกินกันช่วงฤดูหนาว โดยใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือ ใส่ในกระบอกไม้ไผ่นำใบตองหรือใบไม้อื่นๆมาทำเป็นก้อนขนาดปากกระบอกไม้ไผ่ปิดไว้ แล้วจึงนำมาเผา ไม่ใช่เอากระบอกไม้ไผ่ไปโยนใส่กองไฟนะ เพียงแค่เอากระบอกข้าวหลามมาพิงไว้ข้างๆกองไฟให้ความร้อนทำให้ข้าวในกระบอกสุก โดยต้องคอยหมุนกลับด้านด้วยไม่งั้นข้าวที่หลามจะไหม้และกินไม่ได้  สำหรับข้าวหลามที่ทำขายกันโดยทั่วไป จะใส่น้ำกะทิ และเติมถั่วดำ หรืองาขี้ม้อน การทำข้าวหลามตามประเพณีนิยมของชาวล้านนา จะเป็นพิเศษ เพื่อถวายพระในวันเพ็ญเดือนสี่ หรือประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการทานร่วมกับการทานข้าวจี่ และข้าวล้นบาตร
            ไม้ไผ่ยังสามารถนำไปใช้เป็นภาชนะในการประกอบอาหารได้อีกมากมายหลายอย่าง เช่น หลามข้าวให้สุก หลามปลา หลามหมู หรือจะใช้แทนหม้อในการทำแกงต่างๆก็ยังได้ในยามอยู่ในป่า  ไม้ไผ่จึงเป็นไม้สารพัดประโยชน์จริงๆ





น้ำบ่อ เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
น้ำเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมุนษย์  ผู้คนในอดีตจะใช้น้ำจากแม่น้ำลำคลองในการอุปโภคบริโภค บางสถานที่ก็จะรองน้ำฝนไว้ใช้  และหากในละแวกที่อาศัยอยู่นั้นก็จะทำการขุดสระหรือบ่อน้ำเพื่อเอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
น้ำบ่อหรือบ่อน้ำ  สำหรับชาวล้านนา ถือว่าน้ำบ่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  ก่อนจะขุดบ่อน้ำ จะให้พ่อหมอประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นผู้รู้ของท้องถิ่นในด้านโหราศาสตร์ไสยศาสตร์มาช่วยดูชัยภูมิและกำหนดทิศทางว่าควรจะขุดตรงจุดไหนของบ้านจึงจะ บริเวณไหนขุดแล้วจะมีน้ำ มากสามารถใช้ได้ตลอดปี  น้ำไม่แห้งขอด  บริเวณไหนที่ขุดแล้วจะมีน้ำใสและไม่เป็นน้ำราก (น้ำสนิม มีสีแดง)

            โดยก่อนขุดน้ำบ่อพ่อหมอจะมีวิธีตรวจหาทำเลในการขุดสร้างน้ำบ่อ พ่อหมอจะตีเส้นเป็นช่อง ๆ
คล้ายตาราง  ร่างบนกระดาษก่อน  จากนั้นจึงคำนวณหาทิศทางที่เป็นมงคล เมื่อทราบทิศทางแล้วก็จะไปชี้สถานที่เหมาะสมที่ตรงตามตำราในการขุดหาน้ำบ่อ  หรือพ่อหมอบางคนจะไปตรวจหาสถานที่ในการขุดหาน้ำบ่อในเวลากลางคืน  โดยการเดินไปเดินมาในบริเวณที่จะขุดน้ำบ่อ  เมื่อเลือกได้สถานที่เหมาะสมแล้ว ก็จะปักไม้ไว้เป็นเครื่องหมาย  เคยมีหลายคนตั้งคำถามกับพ่อหมอว่า  ทราบได้อย่างไรว่าพื้นที่บริเวณไหนจะมีน้ำมาก น้ำน้อย  พ่อหมอก็บอกว่าถ้าหากเมื่อเดินผ่านสถานที่บริเวณใดแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีกระแสความอุ่นไหลผ่าน  แสดงว่าตรงบริเวณนั้นมีน้ำมาก
              ด้วยบ่อน้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคุณแก่คน  ดังนั้นคนล้านนาจะห้ามนั่งบนปากบ่อ โดยเฉพาะผู้หญิง หากไปนั่ง เชื่อว่าจะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสียได้   และห้ามถมน้ำบ่อ ถือว่าเป็นการขึดใหญ่  ไม่ดี  ผู้กระทำต้องได้รับความวิบัติ  ฉิบหาย  และอาจถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้ และ ในทุก ๆ ปี ในวันพญาวันหรือวันขึ้นปีใหม่ คนล้านนาจะจุดประทีปบูชาตรงบริเวณบ่อน้ำ ที่ได้ให้น้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค และเป็นการขอน้ำจากพระแม่ธรณีและพญานาคอีกด้วย           
ที่มา http://www.sri.cmu.ac.th/