วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เปิดตัวบ้านประทับใจและโมนาลิซ่าล้านนา





     บ้านประทับใจ เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ชัยวัณณคุปต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 34 ไร่ ในหมู่ที่ 13 ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ตัวบ้านมีขนาด 1 ไร่ 3 งาน สร้างมาจากบ้านไม้เรือนเก่า 9 หลังที่ขนมาจากตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เริ่มสร้างในปีพุทธศักราช 2515 ใช้เวลา 6 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์  ตัวบ้านเป็นไม้สักทองทั้งหลัง ใช้เสาไม้สักทอง จำนวน 139 ต้น เป็นฐานค้ำตัวบ้าน มีเสาไม้สักเก่าแก่ ขนาด 2 คนโอบ  ตั้งเด่น เป็นเสาค้ำบ้าน ลวดลายแกะสลัก อันงดงาม บ่งบอกถึง ความสามารถ ความชำนาญ ของช่างฝีมือในอดีต  ภายในบ้านประดับด้วยไม้แกะสลัก ด้วยไม้ลักแผ่นเดียว จำนวน 147 แผ่น มีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่  ใช้ช่างแกะสลักจากจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ พะเยา เชียงราย ศิลปะลายไทย ที่อ่อนช้อยและงดงามหาชมได้ยากในการแกะสลักงานศิลปะ  
สำหรับบ้านไม้เรือนเก่า 9 หลังที่นำมาสร้างบ้าน ขนย้ายมาจากตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่  เป็นแหล่งกำเนิดของภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง “อี่นายสีเวย” ที่ วัดต้าม่อน ปัจจุบันรูปวาดจริงอยู่ที่หอคำ ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงเป็นความผูกพันที่ใกล้ชิดมาตั้งแต่อดีต ของสถาปัตย์กรรม ศิลปกรรม วัฒนธรรม ณ.บ้านประทับใจแห่งนี้แห่งเดียวในประเทศไทย


ด้วยหัวใจ ตะหนัก ประจักษ์จิต             จึงอุทิศ ชีวา มาสร้างสรรค์
ไม้หมดเมือง เมืองหมดไม้ ไปทุกวัน      จะหาทาง ป้องกัน นั้นอย่างไร
เราตรากตรำ ลำบาก ยากยิ่งแท้            จนเปลี่ยนแปร เป็นบ้าน ได้อาศัย
เป็นนุสรณ์ คงอยู่ คู่เมืองไทย                 ดังชื่อบ้าน ประทับใจ ให้กับเรา
สร้างจากบ้าน เรือนเก่า ถึงเก้าหลัง        ใช่เราหวัง ทำลายป่า เช่นใครเขา
หวังเชิดชู คุณค่าไม้ ให้นานเนา             หวังเพียงลูก หลานเรา จะได้ดู
ท่านผู้ชมทำใจให้ประเสริฐ                     อย่าบังเกิดอคติที่อดสู
ท่านอยากดู เราให้ ท่านได้ดู                  แต่จงรู้ เหตุผล คนสร้างเอย

บ้านประทับใจ(บ้านร้อยเสา)






บ้านประทับใจ(บ้านร้อยเสา) 



      บ้านประทับใจ หรือบ้านเสาร้อยต้น เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง สร้างจากไม้เรือนเก่าที่ขนย้ายมาจากตำบลเวียงต้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่ จำนวน 9 หลัง เป็นแบบทรงไทยประยุกต์ หลังคาสูงติดต่อกัน 3 หลัง พื้นต่ำจากระดับของบ้าน หลังคามีหน้าจั่วประดับด้วยกาแลซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ บ้านทรงไทย ทางภาคเหนือประตูหน้าบ้านเป็นไม้แผ่นทึบ มีสลักไม้ชั้นในเป็นกลอนประตู หน้าต่างทางซีกขวาของตัวบ้านเป็นไม้แผ่นทึบมีสลักเป็นกลอนหน้าต่างฝากระดานใช้ไม้สักกว้างประมาณ 20-24 นิ้ว เสาบ้านแต่ละเสาฝังลึกลงไปใต้ดินประมาณ 1.2 เมตร แต่ภายหลังเกรงว่าส่วนฝังลงไปในดินจะมีการผุกร่อน เนื่องจากความชื้นของดินและการกัดกินของแมลง จึงได้ขุดดินใต้ถุงให้ลึกลงไปในดินอีกประมาณ 1 เมตร แกะสลักที่โคนเสาและเทปูนลาดพื้นอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

บ้านประทับใจ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2515 โดย คุณพ่อกิจจา ชัยวัณณคุปต์(ซึ่งเสียชีวิตเมื่อ 7 มิถุนายม 2527 ด้วย โรคเบาหวานและหัวใจ) เสาบ้านใช้ไม้สักท่อน ขนาดใหญ่จำนวนทั้งหมด 139 ต้น มีเสาไม้สักเก่าแก่ ขนาด 2 คนโอบ ตั้งเด่น เป็นเสาค้ำบ้าน รวมระยะเวลาก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ เป็นเวลา 6 ปี ใช้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวชัยวัณณคุปต์ ปัจจุบันมีคุณแม่ลำยอง ชัยวัณณคุปต์ เป็นผู้ดูแลและเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม โดยเก็บค่าเข้าชม 40 บาท ซึ่งจะได้รับพวงกุญแจที่ระลึกบ้านประทับใจ จังหวัดแพร่ คนละ 1 ชิ้น ภายในบ้านชั้นล่าง มีอุปกรณ์เครื่องตกแต่งบ้านหลากหลายประเภท เช่น โต๊ะยาวที่ทำจากไม้สักขนาดใหญ่เพียงแผ่นเดียว ชุดรับแขกไม้แกะสลัก แผ่นไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ทำจากไม้สัก ภาพวาดฝาฝนังเรื่องราวในอดีต ไฮไลท์อยู่ที่เสาไม้สักบ้านขนาดใหญ่มีลวดลายแกะสลักลวดลายช้างและป่าไม้ สำหรับชั้นสองของบ้าน เนื่องจากบ้านประทับใจเป็นบ้านที่ทำการเชื่อมต่อบ้านทั้งหมด 9 หลังเข้าด้วยกัน จึงดูเหมือนว่าเป็นบ้านหลังเดียวขนาดใหญ่ บนตัวบ้านสามารถเดินถึงกันได้ กลางบ้านเป็นชานมะปรางอันเป็นชานนั่งเล่นใต้ร่มต้นมะปราง ด้านหลังมีชานตะวันสำหรับนั่งรับแสงแดดในตอนเช้า มีห้องพักจำนวน 5 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องตกแต่งด้วยโต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้ ม้านั่ง แคร่ และเครื่องประดับบ้านอื่นๆทั้งหมดทำจากไม้สัก ไม้สักที่ใช้ก่อสร้างบ้านเป็นไม้ที่เหลือจากการทำสัมปทานไม้ของบริษัทอิสต์ เอเชียติค จำกัด ซึ่งเคยเข้ามารับทำสัมปทานไม้สักในเมืองแพร่ในอดีต


ที่มา:สำนักงานจังหวัดแพร่,สำนักงาน ททท.แพร่
เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
083-7373307


น้ำจ้อม บ้านน้อยในป่าใหญ่สวรรค์แห่งธรรมชาติ ตอนที่ 2





















         เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านน้ำจ้อมแล้วก็จะพบกับบรรดาชาวบ้านที่กำลังแบกจอบเสียบออกจากป่ากลับเข้าบ้าน ก้มมองดูเวลาก็พึ่งจะบ่ายสามโมงครึ่งเอง แต่บรรยากาศเหมือนราวจะห้าโมงแล้ว เนื่องด้วยฝนตกและความเขียวขจีของป่าทำใหเวลาเหมือนเดินเร็วกว่าภายในเมือง จึงต้องรีบทำตามจุดประสงค์ที่มาวันนี้คือ ทำข่าวเรื่อง ส้มโอมีกลิ่นคล้ายมะพร้าวและใบเตย และด้วยความมั่นใจจึงรีบมุ่งหน้าไปยังศูนย์กลางของข้อมูลหมู่บ้านนั้นก็คือ เซเว่นประจำหมู่บ้าน หรือร้านขายของชำนั้นเอง ซึ่งก็จะเป็นที่รู้กันในการทำข่าวในที่ต่างๆว่าทุกร้านของชำจะมีกูรู ศิษย์กูลเกิ้ล นั่งประจำพร้อมให้สอบถามเรื่องราวต่างๆความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านอย่างถูกต้องกว่าโพลสำนักใดๆ เมื่อได้ข้อมูลจึงรีบไปยังบ้านของลุงวิรุณ ฝั่นเฟือน เจ้าของต้นส้มโอ แต่ก็ไม่เจอพบแต่หลานชายกับภรรยาที่มาอยู่เฝ้าให้ สอบถามข้อมูลก็รู้ว่าลุงวิรุณย้ายไปทำงานที่วัดช่อแฮและอาศัยอยู่ที่วัด จึงขออนุญาตให้หลานชายลุงวิรุณพาไปเก็บภาพต้นส้มโอ ด้วยความใจดีจึงรีบพากันเดินไปยังสวนหลังบ้านที่สายฝนพึ่งหยุดโปรยปรายเมื่อไม่นานมานี้ มุดซุ้มกอไม้ ปีนขึ้นเขาไปหน่อยก็ถึงแล้วนี้คือเสียงบอกทาง เมื่อมาถึงยังต้นส้มโอ ไม่เพียงนำมาถ่ายภาพเท่านั้นเค้ายังสอยส้มโอกลิ่นมะพร้าวใบเตยให้ลงมาให้ชิมถึงสองลูก คุยกันไปกันมามองดูรอบๆบรรยากาศช่างร่มรื่นเขียวไปหมด ก็อดไม่ได้ที่จะยกกล้องที่ห้อยติดคอมากดชัตเตอร์เก็บภาพบรรยากาศไว้เสียหลายรูป ก่อนกลับลงมายังใต้ถุนบ้าน จำได้ว่าต้องผ่านซุ้มไม้เลือย ขาเข้ามามองไม่เห็นผลไม้สีเขียวๆแดงๆที่ห้อยเต็มพุ่มมันคือกระทกรก หรือเสาวรสนั้นเอง ไม่รอช้าหามุมสวยๆกดชัตเตอร์รัวๆไปอีกหลายภาพ สักพักก็ได้ยินเสียงเรียกให้ออกมาจากสวนก็ผละจากออกมาแบบเสียดาย แต่เมื่อออกมาแล้วก็ไม่ผิดหวัง สาวๆนักข่าวเสียงแพร่ที่ล่วงมาก่อนแล้วจัดแจ้งปลอกส้มโอพิสูจน์กันว่ามันหอมดังที่เค้าเล่าลือกันหรือเปล่าที่ใต้ถุนบ้านกันเลย เมื่อได้ชิมแล้วขอรับรองว่าเป็นจริงสมคำเล่าลือ แถมเจ้าของบ้านยังเอาเสาวรสมาให้ชิมอีกคนละหลายลูก ชิมกันไปพูดกันไป แฟนของหลานลุงวิรุณก็กลับออกมาจากป่า ถือขวดน้ำพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร ที่เต็มไปด้วยจี้กุ่งมาถึง 3 ขวด เมื่อมาถึงก็จัดการนำน้ำใส่กาละมังแล้วเทจิ้งกุ่งออกมาล้างดินโคลน และหักขาเพื่อป้องกันมันกระโดดหนีใส่ในอีกกาละมัง เมื่อล้างจึ้งกุ่งเสร็จก็นำกระบอกไม้ไผ่ที่มีลักษณะด้านหนึ่งตัน ส่วนอีกด้านเป็นปลายแหลมเฉียง 45 องศ่า มีรูเสียบไม้ไผ่แบนขนาดยาว 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร ครั้งนี้นำเอาถังขนาดใหญ่ออกมาเตรียมไว้แล้วจึงดึงสลักไม้ออกแล้วคว่ำทางปากท่อนไม้ไผ่ลงในถัง ก็มีปูสีดำขนาดเท่าผ่ามือเด็กไหลลงมาในถังตัวแล้วตัวเล่า จนตัวสุดท้ายออกมานับได้แปดตัว ไม่รอช้าจับกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเช่นเดิม แน่นอนเมื่อเจอทั้งจิ้งกุ่งและปูก่ำที่จับมาสดๆแบบนี้ก็ต้องเจรจาถามซื้อ เพื่อนำไปทำเมนูอร่อยๆสิครับ ซึ่งการเจรจาการค้าครั้งนี้สำเร็จเพียงครึ่งเดียวคือ ซื้อปูมาได้แปดตัวในราคา 70 บาท ส่วนจิ้งกุ้งนั้นไม่ขายเนื่องจากจะเก็บไว้ทำกับข้าวกินเอง ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน แต่ได้ซื้อเสาวรสมาอีกสองถุง ระหว่างบรรจุปูลงกระบอก ก็มีเวลาเดินเล่นแถวบริเวณรอบๆพบต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีดอกสีแดงสดมีขนทั่วทั้งดอก เวลาแก่แล้วจะมีสีน้ำตาล สอบถามว่าคือต้นอะไร ได้คำตอบมาว่า ชื่อต้นคำแสด นิยมเอาเมล็ดจากดอกที่แก่จัดไปย้อมผ้าให้เป็นสีแดงฉาด โดยเฉพาะเมื่อนำไปย้อมจีวรพระสีจะติดแน่นทนนาน แถมยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดอก ช่วยในการบำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงหัวใจ ,เมล็ด ช่วยแก้ลม หรือโรคผิวหนังต่างๆ,รก (เนื้อหุ้มเมล็ด) ช่วยให้ระบายท้อง ให้รสหวานร้อนน้ำมันจากเมล็ด ใช้ทาแก้โรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หรือแก้ขัดตามข้อ ให้รสร้อน ฯลฯ ช่างเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มากเสียจริงๆและที่สำคัญหาได้ยากมากอีกด้วย เผลอแปบเดียวเวลาช่างเดินเร็วเหลือเกินเกือบจะห้าโมงครึ่งแล้ว จำต้องรีบลาเจ้าของบ้านเพื่อออกมาสัมภาษณ์ลุงวิรุณเจ้าผู้ปลูกและเจ้าของส้มโอกลิ่นมะพร้าวใบเตยต่อยังวัดพระธาตุช่อแฮ แน่นอนการได้ของติดไม้ติดมือมาแบบเต็มหลังรถ ทริปนี้สนุก สัมผัสธรรมชาติที่ห่างหายมานาน ทำให้รู้ว่า “น้ำจ้อม ไม่ใช่ชุมทางของนักเดินทางอีกต่อไป แต่คือ ชุมทางของธรรมชาติกับมุนษย์”

     สำหรับส้มโอกลิ่นมะพร้าวนั้น ขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่ออายุประมาณ 5-6 ปี ก็ออกลูกโดยออกลูกดก ปีละประมาณ 100 กว่าลูกต่อปี เนื่องจากลูกดกจึงแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านกิน เมื่อได้กินแล้วเพื่อนบ้านก็บอกว่ามีกลิ่นคล้ายมะพร้าวและใบเตย ทำให้เป็นข่าวแพร่ออกไป ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เกษตรติดต่อมาว่าจะเข้ามาศึกษาและขยายพันธุ์ต่อไป โดยจะตั้งชื่อว่า “ส้มโอวิรุณ” ตามชื่อเจ้าของ   



คมสัน  หน่อคำ เขียน
083-7373307