วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แก๋งโฮ๊ะ การรวมตัวของความอร่อย

แกงโฮ๊ะ

     ในช่วงเทศกาลออกพรรษาที่ผ่านมาหลายบ้านได้ทำอาหารไปถวายพระที่วัด ทำให้พระเณรมีอาหารมากเกินจะฉันท์หมดในมื้อเดียว ทำให้เหลืออาหารจำนวนมากและอาหารแต่ละอย่างล้วนเป็นอาหารอย่างดี เมื่อทิ้งไว้นานๆก็จะบูด ครั้นจะนำไปทิ้งก็น่าเสียดาย ขโยมวัด(เด็กวัด)จึงนำมาทำแกงโฮ๊ะ เพื่อเก็บอาหารไว้กินหลายๆมื้อ โดยนำอาหารที่ได้มากทั้งหมดเทรวมกันในกะทะ ไม่ว่าจะเป็นลาบ ห่อนึ่ง ไข่พะโล้ หมูปิ้ง หมูทอด แกงอ่อม ลาบ แคบหมู และแกงกะทิต่างๆ จากนั้นเทน้ำทิ้งแล้วเติมน้ำมันเคียวจนแห้ง ใส่วุ้นเส้น หน่อไม้ดอง ใบมะกรูดฉีก ใบโกสน เติมเกลือ น้ำปลา พริกสด หรือพริกขี้หนู ปรุงรสตามชอบ แล้วจึงใส่ผงกะหรี่เพื่อกลบกลิ่นบูด เชื่อว่าแกงโฮ๊ะน่าจะเกิดจากวัดในพม่าเนื่องจากแกงโฮ๊ะต้องใส่แกงฮังเลซึ่งมีต้องกำเนิดจากพม่า แกงโฮ๊ะจะอร่อยนั้นจะต้องใส่แกงฮังเลเยอะๆ ซึ่งแกงฮังเลจะมีหมูสามชั้นเป็นส่วนประกอบหลัก เมื่อคนแกงโฮ๊ะเสร็จขโยมวัดทั้งหลายก็จะตักเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อถวายพระสงฆ์และสามเณรในวันถัดไป ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายจ่ายแจกกัน ชาวบ้านที่มาเอาแกงโฮ๊ะจากวัดกลับไปกินที่บ้านคนละถุงสองถุง โดยจะนำเงินถวายวัดเท่าไรก็ได้เรียกติดปากว่าปูจาแก๋งโฮ๊ะ ส่วนเงินที่ได้นั้นขโยมวัดก็จะนำมาใช้ในกิจการของวัด เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก็ส เป็นต้น สำหรับแกงโฮ๊ะที่ปูจามาจากวัดนั้นจะอร่อยกว่าทำกินเองที่บ้านมากเพราะกับข้าวที่นำมาทำแกงโฮ๊ะล้วนเป็นอาหารอย่างดี ทำให้เวลาตักแกงโฮ๊ะจะเหมือนการเสี่ยงดวงว่าจะตักได้หมู ไข่ หรือมะเขือ และมรรยาทในการกินในจะต้องไม่เอาช้อนควานหาไซ้กินแต่ของที่ชอบเพื่ออย่าเดียว เพราะอาจจะทำให้คนในวงข้าวไม่พอใจได้ อาจถูกแซวว่าจ้อน(ช้อน)ใบนี้หมานมะใจ๋ตักได้แต่จิ้น ปัจจุบันแกงโฮ๊ะเป็นอาหารที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทำให้เมื่อเวลาทำอาหารเยอะและมากเกินไปก็จำนำอาหารที่เหลือนั้นใส่ช่องฟรีสในตู้เย็น เก็บสะลมไปเรื่อยๆจนได้ปริมาณมากพอ ก็จะทำแกงฮังเลหรือหาซื้อเพิ่ม โดยจะเติมผักสดต่างๆแล้วนำมาทำแก๋งโฮ๊ะ ด้วยวัสถุดิบที่นำมาทำแกงโฮ๊ะนั้นมีมากมายหลากหลายจากรสชาติอาหารที่นำมาปรุง จึงทำให้อาหารแก๋งโฮ๊ะเป็นหนึ่งที่มีเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะจึงเป็นการรวมตัวที่ลงตัว "แก๋งโฮ๊ะ การรวมตัวของความอร่อย"

ที่มาข้อมูล ศูนย์วัฒนธรรมล้านนาและขอบคุณภาพจาก Google

คมสัน   หน่อคำ
083-7373307
เขียน

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

ต้องเดินถึงจะแพร่ : Must walk to reach Phrae

ขอบคุณภาพบรรยากาศสวยๆในเมืองแพร่จาก thetravelerz

     วันนี้จังหวัดแพร่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก โดยส่วนมากจะมาเที่ยวแบบทัวร์คือนั่งรถโดยสารมากันเป็นหมู่คณะ แวะเที่ยวตามจุดต่างๆ แต่ความจริงแล้วการที่จะเที่ยวเมืองแพร่แล้วให้เข้าถึงความเป็น “เมืองแป้ แท้จริงแล้วมีมากมายหลายวิธี อย่างเช่น รถรางที่สามารถให้บริการนำนักท่องเที่ยวชมเมืองและแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเก่า ที่สามารถให้บริการเป็นหมู่คณะ ครั้งละ 20-30 คนต่อคัน ใช้เวลาประมาณครึ่งวันก็สามารถเที่ยวได้เกือบทั่ว แต่ถ้าหากมากันเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 6-7 คน ก็ต้องเที่ยวในสไตล์ “นั่งสามล้อผ่อเมืองแป้” โดยมีนักปั่นน่องเหล็กคอยให้บริการปั่นให้นั่งชมเมืองได้เช่นกัน และถ้าอยากจะออกกำลังด้วยขาของตนเองก็สามารถหาเช่ายืมจักรยานถือแผนที่ปั่นเที่ยวเองก็ได้เช่นกัน ซึ่งการเที่ยวแบบนี้ก็มีเสน่ห์ตรงที่สามารถไปไหนก็ได้ด้วยตัวเอง แต่หากคุณต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแพร่แท้จริงแล้วก็ต้องเที่ยวด้วยสองขาแบบเดิน สไตล์แบ็คแพ็คสะพายเป้ เดินถือแผนที่เที่ยว คุณจะได้พบกับสิ่งใหม่ๆ ถนนสายใหม่ที่ไม่รู้จัก สังคมใหม่ ผู้คนหลากหลาย สัมผัสวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ที่คุณจะประสบด้วยตัวคุณเอง แท้จริงแล้วเมืองแพร่มีอะไรมากว่าที่คุณเห็นจากหน้าในกระดาษแนะนำการท่องเที่ยว เพียงใช้สองขาออกก้าวเดิน พูดคุย ทักทาย และการสื่อสารที่ดี ง่ายที่สุดในโลกคือรอยยิ้ม ยกตัวอย่างเช่น ชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามเส้นทาง ลุง ป้า น้า อา พี่หนาน ก็สามารถบอกทางได้หมด ยิ้มบ้าง ชี้มือ ชี้ไม้บ้าง อู้เมียงผสมฝาหรั่ง เกิดเป็นสำเนียงใหม่แบบ (Language city) เพียงรู้ภาษาอังกฤษเล็กน้อยไม่ว่าจะเลี้ยวซ้าย (turn left) เลี้ยวขวา (Turn right) หรือ ตรงไป (go straight) เลยทำให้ทุกวันนี้เกิดธุรกิจโฮมสเตย์มากมาย ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้ สามารถพบเจอกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ที่ยังดำรงคงเดิมกับสายกาลเวลาที่ไหลผ่านเรื่องราวที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ยามเช้าเพียงคุณตื่นมาก็สามารถเดินไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาด (กาดหมั๊ว) หรือเดินชิลๆ รับละอองไอหมอก ก็จะพบเห็นผู้คนออกมายืนรอพระเพื่อใส่บาตรที่หน้าบ้าน ฟังเสียงพระสวดเป็นจังหวะ ช่างเป็นบุญที่อิ่มใจ สำหรับผู้ใส่บาตรและผู้พบเห็นเหลือเกิน บางเทศกาลคุณอาจจะได้พบกับเสียงสวดภาษาคำเมืองที่ดังลอดรั้วจากพ่ออาจารย์ที่ท่องสวดบูชาท้าวทั้งสี่ (เทพารักษ์ผู้เฝ้าดูแลรักษาชีวิต ป้องกันภัยต่างๆ มิให้กล้ำกรายผู้คนที่อยู่อาศัยในบ้านที่ชาวล้านนานับถือ) สาวท้าวก้าวเดินต่อไป ชีวิตยามเช้าเริ่มเปลี่ยนเป็นการสัญจรเพื่อทำกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน เด็กๆ ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ ผู้ใหญ่รีบไปทำงาน แม่ค้าขนมจีนเริ่มต้มน้ำซุปกระดูกยิ่งใกล้ยิ่งได้กลิ่นหอม โดยเฉพาะกระเทียมเจียวกากหมูที่กระตุ้นต่อมหิวจนเดินต่อไปไม่ไหวต้องแวะจอดพักขาเติมพลังกับขนมจีนน้ำใสอาหารเอกลักษณ์ของเมืองแพร่ อาจจะเช้าไปแม่ค้ายังเตรียมขายไม่เสร็จแต่ก็สามารถนั่งพูดคุยหิ้วท้องรอกันไป ชมวิธีทำขนมจีนและจีบแม่ค้าถึงเคล็ดลับความอร่อยที่เมื่อได้กินขนมจีนเมืองแพร่แล้วจะไม่มีวันลืม เมื่อบรรจุท้องก็พาสองขาเดินเที่ยวต่อไปเพราะ “ต้องเดินถึงจะแพร่ : Must walk to reach Phrae”
เขียนโดย คมสัน  หน่อคำ
083-7373307

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

กว่าง นักสู้แห่งพื้นดินสู่ฟากฟ้า



     ปลายฝนต้นหนาว ช่วงเดือนกันยายนของทุกปีหลังฝนสุดท้ายของปี จะมีหนอนที่อาศัยหากินใต้พื้นดินเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งปีกลายเป็นดักแด้ฟักตัวและลอกคราบโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน กลายเป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ที่ทีลักษณะแตกต่างจากแมลงปีกแข็งอื่นๆ คือ ตัวผู้จะมีขนาดที่ใหญ่ แลดูบึกบึน มีปีกเป็นเปลือกแข็งหุ้มลำตัวด้านบนที่นูนอยู่เหมือนสวมชุดเกราะ มีสีดำคล้ำหรือน้ำตาลเข้มที่เงางาม ขณะที่บางชนิดอาจมีสีอ่อนกว่าหรือแม้กระทั่งสีทองก็มี มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัด คือ มีอวัยวะบริเวณส่วนหัวที่งอกยาวออกมาคล้ายเขาอยู่ด้านบนและด้านล่างของส่วนหัว จำนวนอย่างน้อย 1 คู่ บางชนิดมีจำนวนเขาและลักษณะสั้น-ยาวแตกต่างกันออกไป ส่วนตัวเมียจะไม่มีเขา ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้จะใช้เขาต่อสู้กันเพื่อแย่งผสมพันธุ์ ทำให้เกิดการดักจับกว่างมาชนกันเป็นการละเล่นแบบหนึ่งของล้านนาที่เด็กเล็ก เด็กโตหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เมื่อถึงฤดูหนาวต้องนำอ้อยขนาดประมาณท่อนแขนมาปอกเปลือกสักครึ่งท่อนแล้วนำมาแขวนบริเวณชานบ้านหรือใต้ต้นไม้ในตอนกลางคืน เมื่อกว่างปีกออกหากินก็จะได้กลิ่นไอหอมของน้ำตาลจากอ้อยก็จะมาเกาะท่อนอ้อยที่แขวนดักไว้ ทำให้เด็กๆจะตื่นเช้าเป็นพิเศษเพื่อมาลุ้นว่าจะมีกว่างมาติดหรือไม่??? หากโชคดีก็จะมีกว่างเกาะมากินน้ำหวาน โดยกว่างตัวผู้จะมีขนาด 2-3 นิ้ว(นิ้วมือ)มีสีน้ำตาลแดงคล้ายๆเปลือกมังคุด เขาบนยาวกว่าเขาล่างเรียงเป็นแนวตั้งกับพื้น เรียกว่า “กว่างโซ้ง” กว่างชนิดนี้มักจะส่งเสียง "ซี่ ๆ" ตลอดเวลา และกว่างแซม มีลักษณะคล้ายกับกว่างโซ้ง แต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เขาสั้นและเรียวเล็ก กว่างชนิดนี้เลี้ยงไว้เป็นคู่ซ้อมหรือให้เด็กๆเล่นกัน กว่างกิ เป็น กว่างตัวผู้ที่มีเขาข้างบนสั้น(กิแปลว่าสั้น) เขาบนจะออกจากหัวออกมานิดเดียว กว่างกิจะต่อสู้หรือชนกันโดยใช้เขาล่างงัดกัน แต่ไม่สามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้ได้ จึงไม่นิยมนำมาใช้เป็นกว่างชน ส่วนกว่างตัวเมียจะตัวเล็กกว่ามากสีดำสนิทไม่มีเขา เรียกว่า “กว่างอีลุ่ม” เด็กๆส่วนใหญ่จะจับเฉพาะตัวผู้ไว้โดยจะนำไม้ไผ่มาเหลาด้านหนึ่งเสียบกับอ้อยและอีกปลายด้านหนึ่งเหลาให้แบนๆสามารถโค้งงอได้ผูกกับเชือกหรือด้าย ซึ่งอีกปลายหนึ่งจะมัดไว้ที่เขาของกว่างป้องกันไม่ให้กว่างบินหนีไป สำหรับตัวเมียก็จะปล่อยไป แต่ต้องป้องกันไม่ให้ผสมกับตัวผู้ที่เลี้ยงไว้ เชื่อว่ากว่างตัวผู้หากได้ผสมพันธุ์หรือหื่นแล้วจะไม่ดุ หรือเวลานำไปชนจะไม่มีแรง สำหรับกรรมวิธีชนกว่างนั้น จะนำท่อนไม้หรือวัสดุที่กว่างเกาะได้ยาวพอประมาณ นำกว่างตัวผู้วางไว้ด้านละตัว ตรงกลางของท่อนไม้จะเจาะเป็นหลุมสี่เหลี่ยมขนาดให้กว่างตัวเมียลงไปอยู่ กว่างตัวผู้จะถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นของตัวเมีย จากนั้นก็จะนำไม้ปั่นคอยเขี่ยด้านข้างลำตัวบริเวณปีกทั้งสองข้างให้กว่างวิ่งเข้าหาและชนกัน เสียงไม้ปั่น ริ่งๆๆเป็นจังหวะๆผนวกเสียงเชียร์ เสียงลุ้นเป็นความสุขสนุกสนานอีกแบบที่หากได้แล้วจะไม่มีวันลืม และที่สำคัญหลังจากนำกว่างมาชนหรือเลี้ยงได้สักระยะหนึ่งก็จะต้องปล่อยกว่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อให้กว่างได้สืบเผ่าพันธุ์เกิดลูกเกิดหลาน ฝังไข่ในพื้นดินและฟักตัวเป็นเวลาหนึ่งปีเติบโตเป็น “กว่าง นักสู้แห่งพื้นดินสู่ฟากฟ้า” แมลงปีกแข็งแห่งความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า


ที่มาข้อมูล วิกิพีเดีย ขอบคุณภาพจาก Google
เขียนโดย คมสัน  หน่อคำ 083-7373307