วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแพร่ จัดโครงการ "Mobile Application ถุงเงิน ประชารัฐ"

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแพร่ จัดโครงการธงฟ้าประชารัฐ "Mobile Application ถุงเงิน ประชารัฐ" เป็นการใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablel เพื่อใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนเครื่อง EDC
     นางดรุณี รักษ์วงศ์ พาณิชย์จังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ กรมบัญชีกลาง และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการธงฟ้าประชารัฐ “Mobile Application ถุงเงิน ประชารัฐ” เป็นการใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablel เพื่อใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนเครื่อง EDCจึงขอเชิญชวนร้านค้าที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยคุณสมบัติต้องเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค สินค้าเพื่อการศึกษา สินค้าวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งจะต้องมีพื้นที่ร้านค้าแน่นอน และจำหน่ายสินค้าประจำ หรือเป็นหน่วยรถยนต์เคลื่อนที่เร่ขายสินค้า สามารถยื่นเอกสารการสมัครได้ที่ ส่วนกลางที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ส่วนภูมิภาคที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะตรวจสอบเอกสารและออกหนังสือรับรองให้กับร้านค้า พร้อมส่งข้อมูลรายชื่อร้านค้าให้กรมบัญชีกลาง ให้ร้านค้านำหนังสือรับรองไปยื่นต่อธนาคารกรุงไทยในเขตพื้นที่ของตนเอง เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร(กรณีไม่มีบัญชีธนาคารกรุงไทย) สมัครใช้ Internet Banking และดาวน์โหลด Application ถุงเงิน ประชารัฐ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยแนะนำวิธีการใช้งานสำหรับเงื่อนไขก่อนการใช้งานของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ ก่อนนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปใช้ชำระค่าสินค้าที่ร้านค้าถุงเงินประชารัฐ ผู้ถือบัตรจะต้องกำหนดรหัส 6 หลัก เพื่อใช้คู่กับบัตรในการชำระเงินค่าสินค้า ที่ธนาคารกรุงไทย หรือตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารกรุงไทยส่วนขั้นตอนการใช้งานของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เลือกซื้อสินค้าที่ร้านค้าถุงเงินประชารัฐ เมื่อต้องการชำระเงินให้แสดงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เจ้าของร้าน เจ้าของร้านจะสแกนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และระบุจำนวนเงินที่จะชำระ และให้ผู้ถือบัตรยืนยันการชำระเงินค่าสินค้าหากมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแพร่ โทรศัพท์หมายเลข 054-511-118 และ 054-522-806 






ข่าวโดย : พิรุณพร แสงสร้อย ทีมข่าว สวท.แพร่
บรรณาธิการ : รติพร บุญคง บรรณาธิการข่าว 
หน่วยงาน : สวท.แพร่

เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบเดินทางมายื่นหนังสือขอรัฐบาลช่วยเหลือ กรณีจะเลิกซื้อใบยาสูบ



เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบในพื้นที่จังหวัดแพร่ เดินทางมายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ วอนขอรัฐบาลช่วยเหลือ กรณีจะเลิกซื้อใบยาสูบ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบขาดอาชีพ และขาดรายได้ปีกว่า 200 ล้านบาท

      สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า เช้าวันนี้(28มิ.ย.61) ที่ห้องประชุมเวียงโกศัย ศาลากลางจังหวัดแพร่ นายเอนก บุญทรัพย์ ตัวแทนชาวไร่ผู้ปลูกยาสูบจากอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ พร้อมด้วยเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ ประมาณ 80 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่วอนรัฐบาลให้ความช่วยเหลือ ต่อกรณีที่พระราชบัญญัติสรรสามิต ปี 2560 และกฎกระทรวงพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ทำให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทยลดลงกว่าร้อยละ 40 ปริมาณใบยาคงคลังเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ใบยาสูบลดลงอยู่ในระดับที่ไม่จำเป็นต้องรับซื้อใบยาอีก 3 ปี ก็ยังมีใบยาพอใช้ผลิตบุหรี่ และในฤดูผลิต 2561/2562 นี้ การยาสูบแห่งประเทศไทยมีแนวคิดจะยกเลิกการรับซื้อใบยาในประเทศนั้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบอย่างแน่นอน

     จังหวัดแพร่โดยนายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ได้มาพบและรับหนังสือจากเกษตรกร โดยกล่าวว่า เห็นใจในความเดือดร้อนของเกษตรกร ก็จะส่งผ่านหนังสือให้กับทางกระทรวงการคลังที่กำกับดูแลการยาสูบแห่งประเทศไทย ให้มีการช่วยเหลือเกษตรกร อย่างเร่งด่วน

     สำหรับจังหวัดแพร่นั้นมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ พันธุ์เวอร์ยิเนียร์ ที่ขออนุญาตเพาะปลูก ในฤดูกาลผลิตปี 2559/2560 ที่ผ่านมา เป็นชาวไร่บ่มเอง จำนวน 1,081 ราย ผู้บ่มอิสระ 6 ราย พื้นที่เพาะปลูก 13,211 ไร่ มีโควตาที่รับซื้อ 2,650,000 กิโลกรัม โดยรับซื้อทั้งหมด ในราคาเฉลี่ย 89 บาท 16 สตางค์ ต่อกิโลกรัม มูลค่า 235,920,000 บาท

     นางงามนิต กันทาธรรม จากสถานีบ่มใบยาแม่หล่าย อำเภอเมืองแพร่กล่าวว่า การที่การยาสูบแห่งประเทศไทยจะยกเลิกการรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ จึงเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวไร่ยาสูบ ที่จะต้องขาดรายได้ในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียนหนังสือ และไม่รู้จะหันไปเพาะปลูกอะไรที่สร้างรายได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว และชำระหนี้กับสถาบันการเงินเพื่อเกษตรกร จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

     ใบยาสูบนั้นเป็นพืชทางการเกษตรที่มีการเพาะปลูกขายกันมายาวนานถึง 80 ปี และในแต่ละปีทางโรงงานยาสูบได้กำหนดโควตา ปริมาณการรับซื้อ ราคารับซื้อ คุณภาพใบยาที่จะรับซื้อ โดยมีตัวเลขที่แน่นอนแก่ผู้ผลิตใบยาสูบ ตามโควตาที่จัดสรรให้แต่ละปี ก่อนถึงฤดูกาลเพาะปลูก โดยมีโรงงานยาสูบและผู้ผลิตใบยาสูบ ชาวไร่บ่มเอง ผู้บ่มอิสระ ต่างเป็นคู่สัญญาต่อกัน ในการซื้อขายใบยาสูบให้เป็นไปตามราคา ปริมาณ และคุณภาพที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ผิดกับพืชผลชนิดอื่นๆที่ผลิตมาแล้ว ไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน ทำให้ราคาผันผวน สร้างปัญหากับเกษตรกรทุกปี เช่น ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง สับปะรด เป็นต้น /.

ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จังหวัดแพร่.........เงาะโรงเรียนเตรียมออกสู่ตลาด สดๆจากสวนถึงมือผู้บริโภค



เงาะโรงเรียนจากพื้นที่ตำบลทุ่งแล้ง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ เริ่มแก่และเตรียมออกสู่ตลาด โดยผลผลิตจะออกช้ากว่าภาคตะวันออก แต่ราคาดี ที่สำคัญสดจากสวน ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วโดยปีนี้ราคาเริ่มต้นจากสวน ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท
 
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่รายงานว่า ที่สวนเงาะโรงเรียนบ้านปากจอก หมู่ 4 ตำบลทุ่งแล้ง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นสวนนายบรรจง สำราญรื่น อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 135 บ้านปากจอก หมู่ 4 ตำบลทุ่งแล้ง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ได้ปลูกเงาะจำนวน 500 ต้น ในพื้นที่ 26 ไร่ โดยปีนี้ผลผลิตเริ่มแก่ และเตรียมออกสู่ตลาด โดยผลผลิตจะออกช้ากว่าภาคตะวันออก หรือแหล่งผลิตอื่นๆ จึงทำให้เงาะที่สวนในบริเวณนี้มีราคาดี ที่สำคัญสดจากสวน ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว เพราะอยู่ใกล้แหล่งผลิต ในปีนี้ราคาเงาะเริ่มต้นจากสวน ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท เป็นเงาะโรงเรียนที่มีรสชาติหวานอร่อย
 
นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่กล่าวว่า เงาะจากสวนแห่งนี้ เกษตรกรได้นำผลไม้จากภาคอื่นมาปลูก ผลผลิตถึงแม้ลูกจะไม่โตมาก แต่รสชาติดีหวานกรอบ และมีจุดเด่นคือเงาะตัดเช้า สายๆก็ถึงมือผู้บริโภคได้เลย ทำให้ได้รับประทานเงาะสดๆจากสวน
 
นายบรรจง สำราญรื่น เจ้าของสวนเงาะเล่าว่า แต่เดิมตนเองนั้นปลูกสวนส้ม แต่ส้มติดปัญหาในการดูแลรักษาทั้งโรค แมลง และต้องการน้ำมาก จึงปรับเปลี่ยนมาปลูกเงาะแทน นอกจากนี้ภายในสวนยังได้พัฒนาพื้นที่ปลูกลองกอง พริกไทย และยางพารา ควบคู่ไปด้วย ก็จะทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี /.
 
ฉัตรชัย พวงขจร / ข่าว
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดแพร่