วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เฮือนเย็น




      เฮือนเย็น เป็นหนึ่งในความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวล้านนาที่เชื่อมโยงพิธีกรรม ความเชื่อ ศาสนา ไสยศาสตร์และชุมชนไว้ด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมแก่ผู้เสียชีวิตที่ผู้ยังมีชีวิตได้ร่วมกันกระทำให้เป็นการแสดงความห่วงใยที่ปัจจุบันได้จางหายไปจากสังคม จากคำบอกเล่าของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยเล่ากันว่า หากมีการเสียชีวิตที่ผิดแปลกจากธรรมดาอย่าง เช่น นอนหลับตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ผู้ตายเป็นคนแข็งแรง ชาวบ้านจะช่วยกันตะโกนเรียกชื่อของผู้เสียชีวิตดังๆ โดยจะตะโกนกันเป็นทอดๆ เพื่อเรียกขวัญของผู้ตายให้กลับคืนสู่ร่าง บางคนก็จะทำการทุบบ้านตีฝา เพื่อเรียกหรือปลุกผีหอผีเฮือนให้ช่วยตามหาขวัญของผู้ตายอีกที่ ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมี “ขวัญ” อยู่ประจำชีวิตของคนมาตั้งแต่เกิด ถ้าขวัญอยู่กับตัวก็จะเป็นสิริมงคลอยู่เป็นสุขสบาย มีจิตใจมั่นคง แต่ถ้าตกใจหรือเสียขวัญ ขวัญก็จะออกจากร่างไป ซึ่งเรียกว่า ขวัญหาย ขวัญหนี ขวัญบิน เป็นต้น ซึ่งหากขวัญไม่กลับเข้าร่างก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

      ดังนั้นก่อนพิธีณาปณกิจญาติผู้เสียชีวิตจะไม่ตอกฝาโลงศพหรือฉีดน้ำยาฟอร์มารีนเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าขวัญอาจตกหล่นอยู่ที่ไหนสักแหล่งและกำลังหาทางกลับเข้าร่างอยู่ และถ้าหากครบวันสวดอภิธรรมศพตามกำหนดแล้วก็จะถือว่าผู้ตายได้เสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ซึ่งในระหว่างมีศพตั้งสวดบำเพ็ญกุศลอยู่นั้นชาวบ้านจะเรียกเฮือนหลังนั้นว่า “เฮือนศพ”จนกว่าจะมีการนำผู้ตายไปเผาศพเสร็จสิ้น เฮือนที่จัดงานศพนั้นชาวบ้านก็จะเปลี่ยนมาเรียกว่า “เฮือนเย็น” แทนเนื่องจากในขณะที่มีงานอยู่นั้นจะมีเสียงผู้คุยกันตลอดเวลาจากการจัดงานศพ แต่หลังจากเผาศพแล้วบเฮือนที่จัดงานก็จะมีแต่ความเสียใจและเศร้าโศกของญาติพี่น้องที่ได้สูญเสียคนในครอบครัวไป เฮือนก็จะเงียบเหงาเยือกเย็นจริงๆ ญาติพี่น้องและบ้านใกล้เรือนเคียงก็จะมาอยู่เป็นเพื่อน ระบายทุกข์ในใจให้คลายความเศร้าห่างหาย โดยพวกผู้หญิงก็จะทำขนมเล็กๆน้อยๆมานั่งกินกันปรับทุกข์กันไป วางแผนการใช้ชีวิตใหม่เพื่อให้อยู่คงอยู่ดำรงชีวิตต่อไป ซึ่งจะทำเช่นนี้เป็นเวลาเจ็ดวันจน “ออกกรรม” เฮือนเย็นที่มีแต่ความเสียใจ ก็จะถือว่าเป็นการสิ้นสุดความโศกเศร้าเสียใจ ผู้คนก็จะกลับมาใช้ชีวิตต่อไป....มันก็เป็นจะอี้เอง......


ขอบคุณข้อมูล “เรื่องเล่าอาจารย์ยอด”,ผะญา ล้านนา gotoknowและรูปภาพประกอบจาก Google

เขียนและเรียบเรียงโดย
นายคมสัน   หน่อคำ
083-7373307

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สืบชะตาแม่น้ำ บวชป่า สัมพันธภาพ คน ป่า แม่น้ำ ชุมชน





     ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นประเพณีหลายกระทง ที่ชาวไทยจะนำกระทงไปลอยยังแม่น้ำ เพื่อเป็นการบูชาและขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่เราได้ล่วงเกินหรือกระทำการสิ่งไม่ดีกับแม่น้ำลำธาร แต่ลำหรับชาวเหนือนั้นได้ผนวชพิธีสืบชะตาแม่น้ำเข้ามาตามความเชื่อที่มีวิถีชีวิตผูกพันระหว่างคนกับสายน้ำที่เกื้อกูลเกี่ยวพันกับแม่น้ำในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นการต่ออายุแม่น้ำและแสดงความเคารพศรัทธาที่แสดงออกถึงความห่วงใยต่อแม่น้ำ โดยแฝงการอนุรักษ์รักษาป่าไม้ ต้นน้ำ และลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำ


     พิธีสิบชะตาแม่น้ำ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน มีรากฐานจากพิธีสืบชะตาบ้านเมือง และชะตาคน อันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีคุณค่าและความหมาย เป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กลับคืนมาและยังเป็นการใช้กุศโลบาย สร้างความร่วมมือ ความสามัคคี เกื้อกูล ช่วยกันแก้ไขปัญหาในชุมชน ก่อให้เกิดความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลแม่น้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบนิเวศวิทยาแม่น้ำ และประการสำคัญที่สุด เพื่อเป็นการสนองพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำให้เกิดความยั่งยืน เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม โดยก่อนทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกัน ขุดลอกลำคลองและแหล่งน้ำ เพื่อทำความสะอาดแม่น้ำ โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือพื้นบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วจะนำเครื่องสืบชะตาประกอบด้วย กระโจมไม้สามขา ท่อนแสก เรียกว่าสะพานเงิน สะพานทอง อีกท่อนหนึ่ง จะผูกติดด้วยไม้ค้ำท่อนเล็ก ๆ จำนวนพอประมาณแต่ลงท้ายด้วยเลข 9 เครื่องประกอบอื่น ๆ ได้แก่กระบอกน้ำ หน่อกล้วย อ้อย ลูกมะพร้าว หม้อเงิน หม้อทอง เทียนถุง เมี้ยง บุหรี่ หมากพลู ข้าวตอกดอกไม้รวมกันในด้ง บทสวดที่ใช้ในการสืบชะตาแม่น้ำ คือบทสืบชะตาหลวง (อินทชาตา, ชินบัญชร อัฏฐอุณหัสสและธรรมสาลาวิจารสูตร) ซึ่งการสืบชะตาแม่น้ำ ยังเชื่อมโยงกับการบวชป่าหรือบวชต้นไม้ วัฒนธรรมประเพณีกับวิถีชุมชนของคนที่พึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมกับป่าไม้ที่กำลังจะเลือนหายไปจากสังคม ด้วยความเชื่อว่าป่าเขาล้วนแต่มีผีปกปักรักษา มิให้ใครมารุกล้ำทำลาย มีพิธีกรรมที่หลากหลายแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่นการเลี้ยงผีขุนน้ำ ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ปลูกฝังให้คนต้นน้ำไห้มีจิตใจรักษาป่าและน้ำของเขาไว้ เหมือนพิธีการบวชต้นไม้ หรือบวชป่า ที่มาของการ “บวชป่า” มาจากวิธีการห่มจีวรให้กับต้นไม้เช่นเดียวกับการบวชพระ ส่งผลให้สถานภาพของคนและต้นไม้เปลี่ยนไป นับเป็นการนำความเชื่อทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ ความเชื่อที่ว่าผืนป่าที่ผ่านพิธีบวช เป็นเสมือนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปทำลายได้ ทำให้ต้นไม้มีโอกาสเติบโต และสายน้ำที่เกิดจากป่าต้นน้ำ ก็จะฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง



ที่มา/ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เรียบเรียงโดย นายคมสัน  หน่อคำ
0837373307

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จิตอาสาแพร่ ร่วมใจจัดทำปุ๋ยมหามงคลตามรอยเท้าพ่อ





     วันนี้( 6พ.ย. 2560) เวลา 09.00 น. ณ สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ จิตอาสา หน่วยงานราชการและประชาชนชาวแพร่ ร่วมกันขนย้ายและคัดแยกดอกเรืองที่ใช้ในประดับตกแต่งภายในจังหวัดแพร่ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายปลูกดอกดาวเรือง จำนวน 9,999,999 ดอก หรือ 1,249,999 ต้น ภายใต้แนวคิดความจงรักภักดี “แพร่เหลืองอร่ามงามตาน้อมถวายพ่อหลวง” (PHRAE GOLDEN LAND) โดยน้อมนำหลักแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด จึงนำต้นดาวเรืองที่ใช้ในงานพระราชพิธีดังกล่าว มารวบรวมและจัดทำปุ๋ยดาวเรือง โดยนำดอกดาวเรืองไปจัดเก็บและทำปุ๋ยใน 3 พื้นที่ คือ สถานีพัฒนาที่ดินแพร่จัดทำปุ๋ยไว้ที่สถานีฯ , เทศบาลเมืองแพร่จัดทำปุ๋ยไว้ที่ป่าช้าประตูมาร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ซึ่งเมื่อจักทำปุ๋ยดอกเรืองเรียบร้อยแล้วจะนำไปใส่ต้นไม้สาธารณะของจังหวัดแพร่และแจกจ่ายให้กับประชาชนและเกษตรกรในจังหวัดแพร่ นำไปใช้ในการทำการเกษตรต่อไป

     สำหรับดอกดาวเรือง หรือคำปู้จู้ คำปู้จู้หลวง (พายัพ) เป็นไม้ดอกที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากเมล็ดมีขนาดใหญ่ปลูกง่าย งอกเร็ว ต้นโตเร็ว และแข็งแรงไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน ให้ดอกเร็ว ดอกดก มีหลายชนิดและหลายสี รูปทรงของดอกสวยงาม สีสันสดใส บานทนนานหลายวัน สามารถปักแจกันได้นาน 1-2 สัปดาห์ ให้ดอกในระยะเวลาสั้น คือ ประมาณ 60-70 วัน หลังปลูก ดังนั้นในการปลูกดาวเรืองสามารถกำหนดระยะเวลาการออกดอกให้ตรงกับเทศกาลสำคัญได้จึงมีผู้นิยมปลูก และใช้ดาวเรืองกันมาก นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย ดาวเรืองเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว ยังนิยมปลูกในกระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ และปลูกเพื่อตัดดอกส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย






ภาพ/ข่าว คมสัน  หน่อคำ
083-7373307